วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

งานพิเศษชิ้นที่ห้า


Thanks: Ro ฝากรูป

งานพิเศษชิ้นที่สี่


Thanks: Ro ฝากรูป

งานพิเศษชิ้นที่สาม




Thanks: Ro ฝากรูป

งานพิเศษชิ้นที่2 มรดกโลก

มรดกโลก (ภาษา อังกฤษ: World Heritage Site ภาษาฝรั่งเศส: Patrimoine Mondial) คือสถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตกทอดไปถึงอนาคต


ในปัจจุบัน มีมรดกโลกทั้งหมด 830 แห่ง ใน 138 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแบ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 644 แห่ง มรดกโลกทางธรรมชาติ 162 แห่ง และอีก 24 แห่งเป็นแบบผสมทั้งสองประเภท โดยมีการแบ่งออกเป็น 5 พื้นที่ ได้แก่ แอฟริกา อาหรับ เอเชียแปซิฟิก ยุโรป - อเมริกาเหนือ และ อเมริกาใต้ - แคริบเบียน
หมายเหตุ: มรดกโลกในประเทศตุรกีและรัสเซียนั้น นับรวมเข้ากับทวีปยุโรป

ลำดับของประเทศที่มีแหล่งมรดกโลกมากที่สุด
ลำดับประเทศ / รวม

อิตาลี / 41
สเปน / 40
จีน / 35
เยอรมนี / 32
ฝรั่งเศส / 31
สหราชอาณาจักร / 27
อินเดีย / 27
เม็กซิโก / 27
รัสเซีย / 23
สหรัฐอเมริกา / 20



มรดกโลกแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ มรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) และ มรดกทางธรรมชาติ (Natural Heritage) ซึ่งในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกได้ให้คำนิยามไว้ว่า
มรดกทางวัฒนธรรม หมาย ถึง สถานที่ซึ่งเป็นโบราณสถานไม่ว่าจะเป็นงานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม หรือแหล่งโบราณคดีทางธรรมชาติ เช่น ถ้ำ หรือกลุ่มสถานที่ก่อสร้างยกหรือเชื่อมต่อกันอันมีความเป็นเอกลักษณ์ หรือแหล่งสถานที่สำคัญอันอาจเป็นผลงานฝีมือมนุษย์หรือเป็นผลงานร่วมกัน ระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ รวมทั้งพื้นที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี ซึ่งสถานที่เหล่านี้มีคุณค่าความล้ำเลิศทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ มนุษยวิทยา หรือวิทยาศาสตร์
มรดกทางธรรมชาติ หมาย ถึง สภาพธรรมชาติที่มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพอันมีคุณค่าเด่นชัดในด้านความล้ำ เลิศทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นสถานที่ซึ่งมีสภาพทางธรณีวิทยาและภูมิประเทศที่ได้รับการวิเคราะห์ แล้วว่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย
ของพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งถูกคุกคาม หรือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของพืชหรือสัตว์ที่หายาก เป็นต้น

ขั้นตอนการเสนอชื่อสถานที่

ประเทศที่ต้องการเสนอชื่อสถานที่ในประเทศของตนให้ได้รับการพิจารณาให้ขึ้น ทะเบียนเป็นมรดกโลก อันดับแรกจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อสถานที่ที่มีความสำคัญทางธรรมชาติและ วัฒนธรรมทั้งหมดภายในประเทศของตน บัญชีนี้จะเรียกว่า บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะมีเพียงสถานที่ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีนี้เท่านั้นที่จะมีสิทธิได้รับการ เสนอชื่อ ขั้นต่อมา ประเทศนั้นๆจะต้องเลือกรายชื่อสถานที่ที่ต้องการเสนอชื่อมาจากบัญชีรายชื่อ เบื้องต้น เพื่อจัดทำเป็นแฟ้มข้อมูล (Nomination File) โดยทางศูนย์มรดกโลกอาจให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการจัดทำแฟ้มข้อมูลนี้

เมื่อถึงขั้นตอนนี้ แฟ้มข้อมูลจะถูกตรวจสอบและพิจารณาจากองค์กร 2 แห่ง ได้แก่ สภานานาชาติว่าด้วยการดูแลอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี (International Council on Monuments and Sites) และ สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ (World Conservation Union) แล้วทั้งสององค์กรนี้จะยื่นข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการมรดกโลก ทางคณะกรรมการจะมีการประชุมร่วมกันปีละหนึ่งครั้ง เพื่อตัดสินว่าสถานที่ที่มีการเสนอชื่อแห่งใดบ้างที่ควรได้ขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก หรือทางคณะกรรมการอาจร้องขอให้ประเทศที่เสนอชื่อได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถาน ที่เพิ่มเติม โดยการพิจารณาว่าจะขึ้นทะเบียนสถานที่แห่งใดจะต้องมีลักษณะตามเกณฑ์มาตรฐาน ข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ

มรดกโลก 2011

1.แหล่งโบราณคดีของเกาะ Moroe ที่ประเทศซูดาน
2.ป้อมปราการของราชวงศ์โฮที่สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 ของเวียดนาม
3.พื้นที่ปลูกกาแฟภูมิทัศน์ของโคลอมเบีย
4.ภูมิทัศน์วัฒนธรรมของ Serra de Tramuntana ในสเปน
5.แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของ Al Ain ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
6.อาคารโรงงาน Fagus ที่เมือง Alfeld ในเยอรมนี
7.สถาปัตยกรรมในยุคอาณานิคมของอังกฤษช่วงศตวรรษที่18-19ที่หมู่เกาะบาร์เบโดส 8.Longobards ประเทศอิตาลี ประกอบด้วย 7 กลุ่มอาคารที่สร้างระหว่างปี 568-774 ก่อนคริสตกาล 9.เสาเข็มยุคก่อนประวัติศาสตร์รอบเทือกเขาแอลป์ ครอบคลุมออสเตรีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สโลวีเนีย และสวิตเซอร์แลนด์
10.ระบบนิเวศวิทยา ที่ Saloum Delta ประเทศเซเนกัล
11.สวนเปอร์เซียของอิหร่าน
12.ทะเลสาบวัฒนธรรมของหางโจว ประเทศจีน
13.วัด Hiraizumi ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวัดตัวแทนของพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ (Buddhist Pure Land)
14.Konso ภูมิทัศน์วัฒนธรรมในเอธิโอเปีย
15.ป้อมปืนเจซัสที่มอมบาซาในเคนยา
16.มัสยิด Selimiye Edirne และหมู่อาคารของมัสยิดในตุรกี
17.ภาพแกะสลักหินและอนุสาวรีย์ศพของวัฒนธรรมที่มองโกเลีย อัลไต ในเขตมองโกลเลีย
18.ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเกษตรริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในฝรั่งเศส
19.มหาวิหาร Leon Cathedral สถาปัตยกรรมที่แสดงการเปลี่ยนแปลงจากศิลปะบาร็อกมาเป็นนีโอคลาสสิกใน นิการากัว
20.อาคารบูโควีเนียน แอนด์ ดัลมาเทีย สถาปัตยกรรมสไตล์เช็กที่ยูเครน และ
21.หมู่บ้านแบบโบราณทางตอนเหนือของประเทศซีเรีย

มรดกโลกทางธรรมชาติ 3 แห่ง ได้แก่
1.แนวปะการัง Ningaloo Coast ริมทะเลเขตรัฐออสเตรเลียตะวันตก มีพื้นที่ 604,500 เฮกตาร์ ได้ชื่อว่าเป็นเขตแนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลก และเป็นเขตที่มีสัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์อย่างเต่าทะเลบางชนิดอาศัยอยู่จำนวน มาก ทั้งยังเป็นเขตที่มีถ้ำใต้ทะเล เหมาะสำหรับศึกษาชีวิตของสัตว์และพืชในทะเลอีกแห่งหนึ่งของออสเตรเลียนอก เหนือจากแนวปะการังเกรท แบริเออร์รีฟ ทางตะวันออก

2.หมู่เกาะ Ogasawara ในญี่ปุ่น มีพื้นที่รวม 7,393 เฮกตาร์ มีจำนวนมากกว่า 30 เกาะ เป็นแหล่งรวมสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น Bonin Flying Fox เป็นค้างคาวพันธุ์หายาก และนกอีก 195 ชนิด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมพันธุ์พืชหายากที่ปลูกได้ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้และเอเชียตะวันตกเฉียงเหนือด้วย

3.ทะเลสาบเคนยา (Kenya Lake System) อยู่ในเขตหุบเขาเกรท ริฟท์ ของประเทศเคนยา เป็นเขตที่รวมทะเลสาบ 3 แห่งไว้ด้วยกันคือ โบโกเรีย, นากูรู และอีเลเมนทัยทา มีพื้นที่รวม 32,034 เฮกตาร์ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์นกที่อาศัยอยู่ใกล้น้ำจำนวนมาก เช่น นกฟลามิงโก และนกพีลีแกนขาว

นอกจากนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของแรดสีดำ ยีราฟ และสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ของเคนยา จึงเป็นเขตที่เหมาะสำหรับการศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง


มรดกโลกแบบผสม มี 1 แห่งคือ ทะเลทราย Wadi Rum พื้นที่คุ้มครองของประเทศจอร์แดน มีพื้นที่ 74,000 เฮกตาร์
สาเหตุที่เป็นมรดกโลกแบบผสมเพราะเป็นการผสมผสานระหว่างมรดกโลกทางธรรมชาติ กับมรดกโลกทางวัฒนธรรม

Wadi Rum อยู่ทางตอนใต้ของจอร์แดน ติดกับพรมแดนซาอุดีอาระเบีย ทะเลทรายแห่งนี้มีสภาพภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งหน้าผาที่สูงชัน และมีแหล่งโบราณคดี เนื่องจากเป็นเส้นทางการเดินทางของชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายมานับพันปี และมีการค้นพบหลักฐานการใช้ชีวิตของชนพื้นเมืองในถ้ำในเขตทะเลทรายหลายแห่ง


ปีนี้ยูเนสโกได้ขยายพื้นที่ขึ้นทะเบียนอีก 1 แห่งคือ ป่าต้นบีช (Beech) ในเยอรมนี, สโลวาเกีย และยูเครน หลังจากเมื่อปี 2007 ได้ขึ้นทะเบียนป่าต้นบีชในเขต 2 ประเทศคือ ยูเครนและสโลวาเกีย มีพื้นที่รวม 29,278 เฮกตาร์ แต่ปีนี้เพิ่มพื้นที่ในเยอรมนีเข้าไปอีก 4,391 เฮกตาร์ จึงมีการขนานนามใหม่ว่า Primeval Beech Forests of the Carpathians and the Ancient Beech Forests of Germany


สำหรับรายงานของยูเนสโกในปี 2011 ได้ขึ้นบัญชีดำมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย 2 แห่งคือ ป่าฝนในเขตร้อนชื้นของเกาะสุมาตราในอินโดนีเซีย และพื้นที่ลุ่มน้ำริโอในฮอนดูรัส


ไทยประกาศลาออกจากภาคีสมาชิกมรดกโลก
เมื่อเวลาประมาณ 23.45 น. วันที่ 25 มิถุนายน นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก แถลงที่กรุงปารีส ว่า ไทยได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกและกรรมการมรดกโลก หลังจากศูนย์มรดกโลกและยูเนสโกไม่ได้ฟังข้อทักท้วงของไทย ทั้งนี้ในร่างมติที่มีการเสนอให้มีการพิจารณา มีเรื่องการเลื่อนแผนบริหารจัดการของเขมรออกไป ซึ่งเป็นไปในแนวทางที่รัฐบาลต้องการ แต่ในร่างมติของยูเนสโกที่เสนอเข้ามา ยอมให้มีการเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการของเขมรออกไปจริง แต่มีข้อความและข้อกำหนดที่อาจทำให้ไทยเสียเปรียบ
ทั้งนี้มีการเจรจาล็อบบี้กับสมาชิกมาตลอดตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน มีการหารือกันมาตลอด แต่ก็เห็นได้ชัดว่ายูเนสโกพยายามผลักดันแผนตัวเอง ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายไทยรับไม่ได้คือ แผนบูรณะตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งในแผนที่ยูเนสโกเสนอได้ระบุเรื่องการเข้ามาในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในอธิปไตยของไทย อยู่นอกเหนือจากตัวปราสาทพระวิหาร ขณะเดียวกันพื้นที่รอบตัวปราสาทกัมพูชาก็ได้ยึดครองบางส่วน เป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีข้อยุติชัดเจนว่าแนวเขตแดนอยู่ตรงไหน
ก่อนหน้านี้ฝ่ายไทยยังได้นำโมเดลของทางทหารไปชี้แจง เพื่อให้เห็นสภาพที่เกิดขึ้นว่า ถ้าหากมีการขึ้นทะเบียนและรับรองแผนบริหารจัดการของกัมพูชาจะนำไปสู่ความขัด แย้งมากยิ่งขึ้น
นายสุวิทย์ยังย้ำว่า หากไทยลาออกจากคณะกรรมการมรดกโลกแล้ว ผลใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจากการกระทำของสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกก็จะไม่มีผลผูกพัน ต่อประเทศไทย หมายความว่า ทางคณะกรรมการมรดกโลกจะให้กัมพูชาเข้าดำเนินกิจกรรมใดๆ ที่เป็นการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของไทยไม่ได้เป็นอันขาด หากว่ามีการประกาศขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลก และยอมรับแผนการจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชา บางส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในฝ่ายไทยนั้น ต้องมีการขออนุญาตรัฐบาลไทยก่อน จะกระทำการใดๆ ไม่ได้ เนื่องจากไทยไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการมรดกโลก และไม่มีผลผูกพันใดๆ
นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า การตัดสินใจลาออกในครั้งนี้ ได้ไตร่ตรองและผ่านการศึกษาอย่างรอบคอบ รวมถึงได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รับทราบการตัดสินใจและเห็นว่ารัฐบาลไทยไม่มีทางเลือกในการลาออกจากกรรมการ มรดกโลกครั้งนี้ ซึ่งจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงเช้าวันที่ 27 มิถุนายนนี้

งานพิเศษชิ้นที่ 1. รายงานผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 3 กค 2554


พรรคร่วมรัฐบาล 5 พรรครวมกันจัดตั้งรัฐบาลจะมีจำนวน ส.ส.ทั้งสิ้น 299 ที่นั่ง แบ่งเป็น
พรรคเพื่อไทย 262 ที่นั่ง
พรรคชาติไทยพัฒนา 19 ที่นั่ง
พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 7 ที่นั่ง
พรรคพลังชล 7 ที่นั่ง
และพรรคมหาชน 1 ที่นั่ง
ส่วนนายกรัฐมนตรี ก็คือยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 28
ของคณะรัฐมนตรีชุดที่ 60 ของประเทศไทย




นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์
หัวหน้าพรรคเพื่อไทย







นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล
หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน







นายชุมพล ศิลปอาชา
หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา






รองศาสตราจารย์เชาวน์ มณีวงษ์
หัวหน้าพรรคพลังชล









นายอภิรัต ศิรินาวิน
หัวหน้าพรรคมหาชาน

งานพิเศษชิ้นที่ 1. รายงานผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 3 กค 2554


แต่ละพรรคการเมือง ได้จำนวนสส.แบบแบ่งเขตกี่คน แบบบัญชีรายชื่อกี่คน รวมกี่คน ให้รายงานมาทุกพรรคนะครับ


สำหรับผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ มีดังนี้

1.พรรคเพื่อไทย ได้ ส.ส.แบ่งเขต 201 คน บัญชีรายชื่อ 61 คน รวม 262 คน
2.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส.แบ่งเขต 116 คน บัญชีรายชื่อ 44 คน รวม 160 คน
3.พรรคภูมิใจไทย ได้ ส.ส.แบ่งเขต 29 คน บัญชีรายชื่อ 5 คน รวม 34 คน
4.พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ ส.ส.แบ่งเขต 15 คน บัญชีรายชื่อ 4 คน รวม 19 คน
5.พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ได้ ส.ส.แบ่งเขต 6 คน บัญชีรายชื่อ 1 คน รวม 7 คน
6.พรรคพลังชล ได้ ส.ส.แบ่งเขต 6 คน บัญชีรายชื่อ 1 คน รวม 7 คน
7.พรรครักประเทศไทย ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4 คน
8.พรรคมาตุภูมิ ได้ ส.ส.แบ่งเขต 1 คน บัญชีรายชื่อ 1 คน รวม 2 คน
9.พรรครักษ์สันติ ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน
10. พรรคประชาธิปไตยใหม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน
11.พรรคมหาชน ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

ทั้งนี้ รายชื่อว่าที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการ ( ณ วันที่ 4 กรกฎาคม เวลา 11.00 น.) ทั้งหมด 125 คน มีดังนี้

พรรคเพื่อไทย ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด 61 คน ได้แก่

1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
2.ยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย
3.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
4.เสนาะ เทียนทอง
5.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก
6.มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์
7.ปลอดประสพ สุรัสวดี
8.จตุพร พรหมพันธุ์
9.ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
10.สุชาติ ธาดาธำรงเวช
11.พล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก
12.จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ
13.บัณฑูร สุภัควณิช
14.พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย
15.สันติ พร้อมพัฒน์
16.พล.ต.อ.วิรุฬ พื้นแสน
17.พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์
18.วิรุฬ เตชะไพบูลย์
19.เหวง โตจิราการ
20.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
21.นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล
22.วัฒนา เมืองสุข
23. พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา
24.นิติภูมิ นวรัตน์
25.นางสาวภูวนิดา คุนผลิน
26.สุนัย จุลพงศธร
27.นางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง
28.คณวัฒน์ วศินสังวร
29.อัสนี เชิดชัย
30.นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร
31.พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย
32.วิรัช รัตนเศรษฐ
33.พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ
34.นภินทร ศรีสรรพางค์
35.ถาวร ตรีรัตน์ณรงค์
36.นางวราภรณ์ ตั้งภาภรณ์
37.นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ
38.นางสาวตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร
39.สมพล เกยุราพันธุ์
40.นพงศกร อรรณนพพร
41.นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์
42.นางสาวขัตติยา สวัสดิผล
43.ธนเทพ ทิมสุวรรณ
44.นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์
45.เกียรติชัย ติรณศักดิ์กุล
46.วิภูแถลง พัฒนภูมิไท
47.นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ
48.พายัพ ปั้นเกตุ
49.นางรังสิมา เจริญศิริ
50.รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์
51.กานต์ กัลป์ตินันท์
52.ธนิก มาสีพิทักษ์
53.พิชิต ชื่นบาน
54.ก่อแก้ว พิกุลทอง
55.นิยม วรปัญญา
56.นางสาวจารุพรรณ กุลดิลก
57.อรรถกร ศิริลัทธยากร
58.เวียง วรเชษฐ์
59.อดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์
60.วิเชียร ขาวขำ
61.ประวัฒน์ อุตโมท

พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 44 คน ได้แก่

1.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
2.ชวน หลีกภัย
3.บัญญัติ บรรทัดฐาน
4.เทอดพงษ์ ไชยนันทน์
5.จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
6.กรณ์ จาติกวนิช
7. คุณหญิงกัลยา โสภณพาณิช
8.อภิรักษ์ โกษะโยธิน
9.นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี
10.นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์
11.นายไพฑูรย์ แก้วทอง
12.นายอิสสระ สมชัย
13.นายเจริญ คันธวงศ์
14.นายอลงกรณ์ พลบุตร
15.นายอาคม เอ่งฉ้วน
16.นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์
17.สุทัศน์ เงินหมื่น
18.องอาจ คล้ามไพบูลย์
19.พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
20.วิฑูรย์ นามบุตร
21.ถวิล ไพรสณฑ์
22. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู
23.พ.อ.วินัย สมพงษ์
24.สุวโรช พะลัง (เสียชีวิต)
25.ดร.ผุสดี ตามไท
26.ปัญญวัฒน์ บุญมี
27.สามารถ ราชพลสิทธิ์
28.นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์
29.ภุชงค์ รุ่งโรจน์
30.นิพนธ์ บุญญามณี
31.นางอานิก อัมระนันทน์
32.โกวิทย์ ธารณา
33.อัศวิน วิภูศิริ
34.ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ
35.เกียรติ สิทธิอมร
36. บุญยอด สุขถิ่นไทย
37.กนก วงษ์ตระหง่าน
38.พล.อ.พิชาญเมธ ม่วงมณี
39.สุกิจ ก้องธรนินทร์
40.ประกอบ จิรกิติ
41.พีรยศ ราฮิมมูลา
42.กษิต ภิรมย์
43.วีระชัย วีระเมธีกุล
44. นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท
45.วัชระ เพชรทอง

หมายเหตุ: เนื่องจากนายสุวโรช พะลัง ผู้สมัคร ส.ส.ลำดับที่ 24 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน จึงเลื่อนลำดับที่ 45 ขึ้นมาแทน

พรรคภูมิใจไทย ได้ 985,527 คะแนน คิดเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 5 คน ได้แก่

1.ชวรัตน์ ชาญวีรกูล
2.ชัย ชิดชอบ
3.เรืองศักดิ์ งามสมภาค
4.นางนาที รัชกิจประการ
5.ศุภชัย ใจสมุทร

พรรครักประเทศไทย ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 4 คน ได้แก่

1.ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์
2.นายชัยวัฒน์ ไกฤกษ์
3.โปรดปราน โต๊ะราหนี
4.พงษ์ศักดิ์ เรือนเงิน

พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 4 คน ได้แก่

1.ชุมพล ศิลปอาชา
2.พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์
3.นิติวัฒน์ จันทร์สว่าง
4.ยุทธพล อังกินันทน์

พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 4 คน ได้แก่

1.ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์
2.ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง

พรรคมาตุภูมิ ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 1 คน ได้แก่

1.พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

พรรคพลังชล ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 1 คน ได้แก่

1.นายสันตศักย์ จรูญงามพิเชษฐ์

พรรครักษ์สันติ ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 1 คน ได้แก่

1.ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์

พรรคมหาชน ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 1 คน ได้แก่

1.นายอภิรัต ศิรินาวิน

พรรคประชาธิปไตยใหม่ ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 1 คน ได้แก่

1.นางพัชรินทร์ มั่นปาน

และถ้าหากตรวจสอบคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นรายภาค จะพบว่า

- ภาคเหนือ เลือกพรรค เพื่อไทย 49.69% พรรคประชาธิปัตย์ 29.67% พรรคชาติไทยพัฒนา 3.60% พรรคภูมิใจไทย 2.00% พรรครักประเทศไทย 1.86% พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 0.93% พรรคมหาชน 0.57% พรรครักษ์สันติ 0.50% พรรคอื่น ๆ อีก 11.18%

- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เลือก พรรคเพื่อไทย 63.49% พรรคประชาธิปัตย์ 13.45% พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 3.32% พรรคชาติไทยพัฒนา 2.08% พรรครักประเทศไทย 1.34% พรรครักษ์สันติ 0.42% พรรคกิจสังคม 0.34% พรรคอื่น ๆ อีก 15.56%

- ภาคกลาง เลือกพรรค เพื่อไทย 38.8% พรรคประชาธิปัตย์ 35.14% พรรคชาติไทยพัฒนา 4.12% พรรครักประเทศไทย 4.1% พรรคภูมิใจไทย 3.36% พรรคพลังชล 1.67% พรรครักษ์สันติ 0.99% พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 0.55% พรรคมาตุภูมิ 0.50% พรรคอื่น ๆ อีก 10.77%

- ภาคใต้ เลือกพรรคประชา ธิปัตย์ 70.42% พรรคเพื่อไทย 7.63% พรรคมาตุภูมิ 3.3% พรรคภูมิใจไทย 2.94% พรรครักประเทศไทย 2.07% พรรคชาติไทยพัฒนา 1.03% พรรคแทนคุณแผ่นดน 0.91% พรรคมหาชน 0.72% พรรคประชาธรรม 0.57% พรรคประชาธิปไตยใหม่ 0.50% พรรคอื่น ๆ อีก 9.91%

- กรุงเทพมหานคร เลือก พรรคประชาธิปัตย์ 41.62% พรรคเพื่อไทย 39.69% พรรครักประเทศไทย 6.89% พรรครักษ์สันติ 2.66% พรรคมาตุภูมิ 0.39% พรรคชาติไทยพัฒนา 0.34% พรรคกิจสังคม 0.27% พรรคภูมิใจไทย 0.26% พรรคอื่น ๆ อีก 7.88%

ขณะที่ผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบ่งเขต จำนวนทั้งหมด 375 คน อย่างไม่เป็นทางการ ( ณ วันที่ 4 กรกฎาคม เวลา 11.00 น.) ปรากฏว่า

- พรรคเพื่อไทย ได้ ส.ส.แบ่งเขต ทั้งหมด 201 คน แบ่งเป็นภาคเหนือ 49 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 101 คน ภาคกลาง 41 คน กรุงเทพมหานคร 10 คน ภาคใต้ไม่ได้ ส.ส.

- พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส.แบ่งเขต ทั้งหมด 116 คน แบ่งเป็นภาคเหนือ 13 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 คน ภาคกลาง 25 คน กรุงเทพมหานคร 23 คน และภาคใต้ 50 คน

- พรรคภูมิใจไทย ได้ ส.ส.แบ่งเขต ทั้งหมด 29 คน แบ่งเป็นภาคเหนือ 2 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 คน ภาคกลาง 13 คน และภาคใต้ 1 คน ส่วนกรุงเทพมหานครไม่มี ส.ส.

- พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ ส.ส.แบ่งเขต ทั้งหมด 15 คน แบ่งเป็นภาคเหนือ 2 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 คน ภาคกลาง 11 คน และภาคใต้ 1 คน ส่วนกรุงเทพมหานครไม่มี ส.ส.

- พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ได้ ส.ส.แบ่งเขต ทั้งหมด 7 คน แบ่งเป็นภาคเหนือ 1 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 คน ส่วนภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพมหานครไม่มี ส.ส.

- พรรคพลังชล ได้ ส.ส.แบ่งเขต ทั้งหมด 6 คน มาจากจังหวัดชลบุรีทั้งหมด 6 ที่นั่ง

- พรรคมาตุภูมิ ได้ ส.ส.แบ่งเขต 1 คน จากเขต 3 จังหวัดปัตตานี

รายชื่อว่าที่ ส.ส.แบ่งเขต (อย่างไม่เป็นทางการ)

กรุงเทพมหานคร

เขต 1 นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นางสาวอรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล พรรคประชาธิปัตย์
เขต 4 นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์
เขต 5 นางสาวลีลาวดี วัชโรบล พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายธนา ชีรวินิจ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 7 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 8 นายสรรเสริญ สมะลาภา พรรคประชาธิปัตย์
เขต 9 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรคประชาธิปัตย์
เขต 10 นายชื่นชอบ คงอุดม พรรคประชาธิปัตย์
เขต 11 นายสุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย
เขต 12 นายการุณ โหสกุล พรรคเพื่อไทย
เขต 13 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ พรรคเพื่อไทย
เขต 14 นายอนุสรณ์ ปั้นทอง พรรคเพื่อไทย
เขต 15 นายณัฎฐ์ บรรทัดฐาน พรรคประชาธิปัตย์
เขต 16 นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ พรรคเพื่อไทย
เขต 17 นายวิชาญ มีนชัยนันท์ พรรคเพื่อไทย
เขต 18 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ พรรคเพื่อไทย
เขต 19 นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 20 นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ พรรคเพื่อไทย
เขต 21 นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 22 นายสามารถ มะลูลีม พรรคประชาธิปัตย์
เขต 23 นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 24 นายสุรันต์ จันทร์พิทักษ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 25 นางนันทพร วีรกุลสุนทร พรรคประชาธิปัตย์
เขต 26 นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 27 นายสากล ม่วงศิริ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 28 พันตำรวจเอกสามารถ ม่วงศิริ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 29 นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 30 นางอรอนงค์ คล้ายนก พรรคประชาธิปัตย์
เขต 31 นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 32 นายชนินทร์ รุ่งแสง พรรคประชาธิปัตย์
เขต 33 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก พรรคประชาธิปัตย์

ภาคเหนือ

กำแพงเพชร

เขต 1 นายไผ่ ลิกค์ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายปรีชา มุสิกุล พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายอนันต์ ผลอำนวย พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายปริญญา ฤกษ์หร่าย พรรคเพื่อไทย

เชียงราย พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ทั้งจังหวัด

เขต 1 นายสามารถ แก้วมีชัย พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 3 น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายอิทธิเดช แก้วหลวง พรรคเพื่อไทย
เขต 7 น.ส.ละออง ติยะไพรัช พรรคเพื่อไทย

เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยได้ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายกฤษดาภรณ์ เสียมภักดี พรรคเพื่อไทย
เขต 3 น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายวิทยา ทรงคำ พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย
เขต 7 นายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 8 นายนพคุณ รัฐไผท พรรคเพื่อไทย
เขต 9 นายสุรพล เกียรติไชยากร พรรคเพื่อไทย
เขต 10 นายศรีเรศ โกฏิคำลือ พรรคเพื่อไทย

ตาก พรรคประชาธิปัตย์ได้ยกจังหวัด

เขต 1 นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์

นครสวรรค์

เขต 1 นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมธรรมชัย พรรคภูมิใจไทย
เขต 3 ร.ต.ต.จำเริญ วรทอง พรรคภูมิใจไทย
เขต 4 พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายทายาท เกียรติชูศักดิ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายประสาท ตันประเสริฐ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

น่าน พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1นางสิรินทร รามสูต พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ พรรคเพื่อไทย

พะเยา พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 น.ส.อรุณี ชำนาญยา พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายไพโรจน์ ตันบรรจง พรรคเพื่อไทย

แพร่ พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นางปานหทัย เสรีรักษ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล พรรคเพื่อไทย

พิจิตร

เขต1 นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ พรรคชาติไทยพัฒนา
เขต 2 นายนราพัฒน์ แก้วทอง พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ พรรคชาติไทยพัฒนา

พิษณุโลก

เขต 1 นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ พรรคชาติไทยพัฒนา
เขต 3 นายจุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 4 นายนิยม ช่างพินิจ พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายนคร มาฉิม พรรคประชาธิปัตย์

เพชรบูรณ์

เขต 1 นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายจักรัตน์ พั้วช่วย พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายยุพราช บัวอินทร์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 4 นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายเอี่ยม ทองใจสด พรรคเพื่อไทย

แม่ฮ่องสอน

เขต 1 นายสมบัติ ยะสินธุ์ พรรคประชาธิปัตย์

ลำปาง พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1นายสมโภช สายเทพ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายวาสิต พยัคฆบุตร พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย

ลำพูน พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายสงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายสถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย

สุโขทัย

เขต 1 นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกุล พรรคภูมิใจไทย
เขต 4 นายมนู พุกประเสริฐ พรรคภูมิใจไทย

อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทยได้ยกจังหวัด

เขต 1 นายกนก ลิ้มตระกูล พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย พรรคเพื่อไทย

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นางบุญรื่น ศรีธเรศ
เขต 2 นางวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์
เขต 3 นายคมเดช ไชยศิวามงคล
เขต 4 นายพีระเพชร ศิริกุล
เขต 5 นายนิพนธ์ ศรีธเรศ
เขต 6 นายประเสริฐ บุญเรือง

ขอนแก่น พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นาย ภูมิ สาระผล พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายจตุพร เจริญเชื้อ พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นางมุกดา พงษ์สมบัติ พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายสุชาย ศรีสุรพล พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ พรรคเพื่อไทย
เขต 7 นายนวัธ เตาะเจริญสุข พรรคเพื่อไทย
เขต 8 นางดวงแข อรรณพพร พรรคเพื่อไทย
เขต 9 ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิชย์ พรรคเพื่อไทย
เขต 10 นายเรืองเดช สุพรรณฝ่าย พรรคเพื่อไทย

ชัยภูมิ

เขต 1นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย พรรคภูมิใจไทย
เขต 2นายมานะ โลหะวณิชย์ พรรคเพื่อไทย
เขต 3น.ส.ปาริชาติ ชาลีเครือ พรรคเพื่อไทย
เขต 4นายอนันต์ ลิมปคุปตถาวร พรรคเพื่อไทย
เขต 5นายเจริญ จรรย์โกมล พรรคเพื่อไทย
เขต 6นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล พรรคเพื่อไทย
เขต 7นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ พรรคเพื่อไทย

นครพนม พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายยุทธจักร เรืองวรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นางมนพร เจริญศรี พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายไพจิต ศรีวรขาน พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายชูกัน กุลวงษา พรรคเพื่อไทย

นครราชสีมา

เขต 1 นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
เขต 2 นายวัชรพล โตมรศักดิ์ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
เขต 3 นายประเสริฐ บุญชัยสุข พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
เขต 4 นางทัศนียา รัตนเศรษฐ พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายโกศล ปัทมะ พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายสุชาติ ภิญโญ พรรคเพื่อไทย
เขต 7 นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ พรรคเพื่อไทย
เขต 8 นายจรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร พรรคเพื่อไทย
เขต 9 นายพลพรี สุวรรณฉวี พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
เขต 10 นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ พรรคภูมิใจไทย
เขต 11 นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 12 นายประนอม โพธิ์คำ พรรคภูมิใจไทย
เขต 13 นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ พรรคเพื่อไทย
เขต 14 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง พรรคเพื่อไทย
เขต 15 นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ พรรคภูมิใจไทย

บึงกาฬ พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายเชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายไตรรงค์ ติธรรม พรรคเพื่อไทย

บุรีรัมย์

เขต 1นายสนอง เทพอักษรณรงค์ พรรคภูมิใจไทย
เขต 2นายรังสิกร ทิมาตฤกะ พรรคภูมิใจไทย
เขต 3นายโสภณ ซารัมย์ พรรคภูมิใจไทย
เขต 4นางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ พรรคภูมิใจไทย
เขต 5นายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ พรรคภูมิใจไทย
เขต 6นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน พรรคเพื่อไทย
เขต 7นายหนูแดง วรรณกางซ้าย พรรคเพื่อไทย
เขต 8นายรุ่งโรจน์ ทองศรี พรรคภูมิใจไทย
เขต 9นายจักรกฤษณ์ ทองศรี พรรคภูมิใจไทย

มหาสารคาม พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1นายสุรจิตร ยนต์ตระกูล พรรคเพื่อไทย
เขต 2นายไชยวัฒน์ ติณรัตน์ พรรคเพื่อไทย
เขต 3นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร พรรคเพื่อไทย
เขต 4นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทย
เขต 5นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท พรรคเพื่อไทย

มุกดาหาร พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายบุญฐิน ประทุมลี พรรคเพื่อไทย

ยโสธร พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายบุญแก้ว สมวงศ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายพีรพันธ์ พาลุสุข พรรคเพื่อไทย

ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายวราวงษ์ พันธุ์ศิลา พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายฉลาด ขามช่วง พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายนิรมิต สุจารี พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นางเอมอร สินธุไพร พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายกิตติ สมทรัพย์ พรรคเพื่อไทย
เขต 7 นายศักดา คงเพชร พรรคเพื่อไทย
เขต 8 นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ พรรคเพื่อไทย

เลย พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นางนันทนา ทิมสวรรณ พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข พรรคเพื่อไทย
เขต 4 ส.อ.วันชัย บุษบา พรรคเพื่อไทย

ศรีษะเกษ

เขต 1 นายธเนศ เครือรัตน์ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ พรรคภูมิใจไทย
เขต 4 นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายธีระ ไตรสรณกุล พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 7 นายมานพ จรัสดำรงนิตย์ พรรคเพื่อไทย
เขต 8 นายปวีณ แซ่จึง พรรคเพื่อไทย

สกลนคร พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายอภิชาต ตีรสวัสดิชัย พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายนิยม เวชกามา พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายนริศร ทองธิราช พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายพัฒนา สัพโส พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นางอนุรักษ์ บุญศล พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายเสรี สาระนันท์ พรรคเพื่อไทย
เขต 7 นายเกษม อุประ พรรคเพื่อไทย

สุรินทร์

เขต 1 นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร พรรคภูมิใจไทย
เขต 2 นางปิยะดา มุ่งเจริญพร พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นางคุณากร ปรีชาชนะชัย พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย
เขต 6 จ.ส.ต.ประสิทธ์ ไชยศรีษะ พรรคเพื่อไทย
เขต 7 นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย
เขต 8 นายชูศักดิ์ แอกทอง พรรคเพื่อไทย

หนองคาย พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายพงศ์พันธ์ สุนทรชัย พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายสมคิด บาลไธสง พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นางชมภู จันทาทอง พรรคเพื่อไทย

หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายไชยา พรหมา พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายวิชัย สามิตร พรรคเพื่อไทย

อุดรธานี พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายศราวุธ เพชรพนมพร พรรคเพื่อไทย
เขต 2 พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายอนันต์ ศรีพันธ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายขจิตร ชัยนิคม พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายทองดี มนิสสาร พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 7 นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น พรรคเพื่อไทย
เขต 8 นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม พรรคเพื่อไทย
เขต 9 นางเทียบจุฑา ขาวขำ พรรคเพื่อไทย

อุบลราชธานี

เขต 1 นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นาย ศุภชัย ศรีหล้า พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายวุฒิพงษ์ นามบุตร พรรคประชาธิปัตย์
เขต 4 นายสุพล ฟองงาม พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายสุทธิชัย จรูญเนตร พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายพิสิษฐ์ สันตะพันธ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 7 นายชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย
เขต 8 น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย พรรคประชาธิปัตย์
เขต 9 นายปัญญา จินตะเวช พรรคเพื่อไทย
เขต 10 นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย
เขต 11 นายตุ่น จินตะเวช พรรคชาติไทยพัฒนา

อำนาจเจริญ

เขต 1 นางสมหญิง บัวบุตร พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายอภิวัฒน์ เงินหมื่น พรรคประชาธิปัตย์

ภาคกลาง

กาญจนบุรี

เขต 1 พลเอกสมชาย วิษณุวงศ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายประชา โพธิพิพิธ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 5 นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ พรรคประชาธิปัตย์



เขต 1 นายธวัชชัย อนามพงษ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายพงศ์เวช เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์

ฉะเชิงเทรา

เขต 1 นายบุญเลิศ ไพรินทร์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายสมชัย อัศวชัยโสภณ พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายรส มะลิผล พรรคเพื่อไทย
เขต 4 พลตำรวจโทพิทักษ์ จารุสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์

ชลบุรี

เขต 1 นายสุชาติ ชมกลิ่น พรรคพลังชล
เขต 2 นายอุกฤษณ์ ตั๊นสวัสดิ์ พรรคพลังชล
เขต 3 นายรณเทพ อนุวัฒน์ พรรคพลังชล
เขต 4 นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 5 นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา พรรคพลังชล
เขต 6 นางสุกุมล คุณปลื้ม พรรคพลังชล
เขต 7 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ พรรคพลังชล
เขต 8 พลเรือเอกสุรพล จันทน์แดง พรรคเพื่อไทย

ชัยนาท พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นางพรทิวา นาคาศัย พรรคภูมิใจไทย
เขต 2 นางนันทนา สงฆ์ประชา พรรคภูมิใจไทย

ตราด

เขต 1 นายธีระ สลักเพชร พรรคประชาธิปัตย์

นครนายก

เขต 1 นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร พรรคภูมิใจไทย

นครปฐม

เขต 1 พันโทสินธพ แก้วพิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา
เขต 2 นายรัฐกร เจนกิจณรงค์ พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายอนุชา สะสมทรัพย์ พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ พรรคเพื่อไทย

นนทบุรี พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายนิทัศน์ ศรีนนท์ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายอุดมเดช รัตนเสถียร พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นางวไลพร อัจฉริยะประสิทธิ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายมนตรี ตั้งเจริญถาวร พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์ พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายฉลอง เรี่ยวแรง พรรคเพื่อไทย

ปทุมธานี พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายสุทิน นพขำ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายสุรพงษ์ อึ่งอัมพรวิไล พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายสมศักดิ์ ใจแคล้ว พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นางสาวพรพิมล ธรรมสาร พรรคเพื่อไทย
เขต 5 ว่าที่ร้อยตรีสุเมธ ฤทธาคนี พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย

ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายมนตรี ปาน้อยนนท์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายประมวล พงศ์ถาวราเดช พรรคประชาธิปัตย์

ปราจีนบุรี

เขต 1 นายอำนาจ วิลาวัลย์ พรรคภูมิใจไทย
เขต 2 นายชยุต ภุมมะกาญจนะ พรรคชาติไทยพัฒนา
เขต 3 นางเพชรินทร์ เสียงเจริญ พรรคภูมิใจไทย

พระนครศรีอยุธยา

เขต 1 นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา
เขต 2 นายพ้อง ชีวานันท์ พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายวิทยา บุรณศิริ พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นายองอาจ วชิรพงศ์ พรรคเพื่อไทย

เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายอรรถพร พลบุตร พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายกัมพล สุภาแพ่ง พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายอภิชาต สุภาแพ่ง พรรคประชาธิปัตย์

ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายสาธิต ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายบัญญัติ เจตนจันทร์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายธารา ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 4 นายวิชัย ล้ำสุทธิ พรรค ประชาธิปัตย์

ราชบุรี

เขต 1 นายมานิต นพอมรบดี พรรคภูมิใจไทย
เขต 2 นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา พรรคภูมิใจไทย
เขต 3 นางปารีณา ไกรคุปต์ พรรคชาติไทยพัฒนา
เขต 4 นางสาวชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร พรรคภูมิใจไทย
เขต 5 นายบุญดำรง ประเสริฐโสภา พรรคภูมิใจไทย

ลพบุรี

เขต 1 นายพิชัย เกียรติวินัยสกุล พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช พรรคภูมิใจไทย
เขต 3 นายอำนวย คลังผา พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ พรรคภูมิใจไทย

สมุทรปราการ

เขต 1 นางอรุณลักษณ์ กิจเลิศไพโรจน์ พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นางอนุสรา ยังตรง พรรคเพื่อไทย
เขต 4 นายวรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย
เขต 5 นางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ พรรคเพื่อไทย
เขต 6 นางสาวเรวดี รัศมิทัศ พรรคภูมิใจไทย
เขต 7 นายประชา ประสพดี พรรคเพื่อไทย

สมุทรสงคราม

เขต 1 นางสาวรังสิมา รอดรัศมี พรรคประชาธิปัตย์

สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายครรชิต ทับสุวรรณ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นาวาตรี สุธรรม ระหงษ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายนิติรัฐ สุนทรวร พรรคประชาธิปัตย์

สระแก้ว พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายฐานิสร์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย
เขต 2 นางสาวตรีนุช เทียนทอง พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายสรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย

สระบุรี

เขต 1 นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายอรรถพล วงษ์ประยูร พรรคเพื่อไทย
เขต 3 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ พรรคภูมิใจไทย
เขต 4 นายองอาจ วงษ์ประยูร พรรคเพื่อไทย

สิงห์บุรี

เขต 1 นายสุรสาล ผาสุขทวี พรรคเพื่อไทย

สุพรรณบุรี

เขต 1 นายสรชัด สุจิตต์ พรรคชาติไทยพัฒนา
เขต 2 นายชาญชัย ประเสริฐสุวรรณ พรรคชาติไทยพัฒนา
เขต 3 นายนพดล มาตรศรี พรรคชาติไทยพัฒนา
เขต 4 นางสาวพัชรี โพธสุธน พรรคชาติไทยพัฒนา
เขต 5 นายสหรัฐ กุลศรี พรรคเพื่อไทย

อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ ส.ส.ยกจังหวัด

เขต 1 นายภราดร ปริศนานันทกุล พรรคชาติไทยพัฒนา
เขต 2 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล พรรคชาติไทยพัฒนา

อุทัยธานี

เขต 1 นายกุลเดช พัวพัฒนกุล พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ พรรคชาติไทยพัฒนา

ภาคใต้

กระบี่

เขต 1 นายสาคร เกี่ยวข้อง พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายสุชีน เอ่งฉ้วน พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์

ชุมพร

เขต 1 นายชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายสราวุธ อ่อนละมัย พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายธีระชาติ ปางวิรุฬรักษ์ พรรคประชาธิปัตย์

ตรัง
เขต 1 นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 4 นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล พรรคประชาธิปัตย์

นครศรีธรรมราช

เขต 1 นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นางสาวนริศา อดิเทพวรพันธ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายวิทยา แก้วภราดัย พรรคประชาธิปัตย์
เขต 4 นายอภิชาต การิกาญจน์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 5 นายประกอบ รัตนพันธ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 6 นายเทพไท เสนพงศ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 7 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 8 นายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 9 นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล พรรคประชาธิปัตย์

นราธิวาส

เขต 1 นายกูอาเซ็ม กูจินามิง พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายรำรี มามะ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 4 นายเจะอามิง โตะตาหยง พรรคประชาธิปัตย์

ปัตตานี

เขต 1 นายอันวาร์ สาและ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายอิสมาแอล เบญอิบรอฮีม พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายอนุมัติ ซูสารอ พรรคมาตุภูมิ
เขต 4 นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคภูมิใจไทย

พังงา

เขต 1 นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ พรรคประชาธิปัตย์

พัทลุง

เขต 1 นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายนริศ ขำนุรักษ์ พรรคประชาธิปัตย์

ภูเก็ต

เขต 1 นางอัญชลี เทพบุตร พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายเรวัต อารีรอบ พรรคประชาธิปัตย์

ยะลา

เขต 1 นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายอับดุลการิม เด็งระกีนา พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายณรงค์ ดูดิง พรรคประชาธิปัตย์

ระนอง

เขต 1 นายวิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์

สงขลา

เขต 1 นายเจือ ราชสีห์ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นายวิรัตน์ กัลยาศิริ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 4 นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว พรรคประชาธิปัตย์
เขต 5 นายประพร เอกอุรุ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 6 นายถาวร เสนเนียม พรรคประชาธิปัตย์
เขต 7 นายศิริโชค โสภา พรรคประชาธิปัตย์
เขต 8 พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ พรรคประชาธิปัตย์

สตูล

เขต 1 นายธานินทร์ ใจสมุทร พรรคชาติไทยพัฒนา
เขต 2 นายฮอซาลี ม่าเหร็ม พรรคประชาธิปัตย์

สุราษฎร์ธานี

เขต 1 นายธานี เทือกสุบรรณ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 2 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 3 นางโสภา กาญจนะ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 4 นายเชน เทือกสุบรรณ พรรคประชาธิปัตย์
เขต 5 นายสินิตย์ เลิศไกร พรรคประชาธิปัตย์
เขต 6 นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ พรรคประชาธิปัตย์

พัฒนาการชาติไทยสมัยรัชกาลที่ 4-5-6-7 ด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม


หัว เลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ไทยตอนนี้ อยู่ที่การทำ สนธิสัญญาเบาริง ในสมัยรัชการที่ 4 ที่มาและสาระสำคัญของการทำสนธิสัญญาเบาริง มีดังนี้

1. ในสมัยรัชการที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนแปลงนโยบาย ต่างประเทศ มาเป็นการคบค้ากับชาวตะวันตก เพื่อความอยู่รอดของชาติ เนื่องจากทรงตระหนักถึงภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม ซึ่งกำลังคุกคามประเทศต่าง ๆ อยู่ในขณะนั้น

2. จุดเริ่ิมของการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศ คือ การทำสนธิสัญญาเบาริง กับอังกฤษ ใน พ.ศ. 2398 โดยพระนางเจ้าวิกตอเรีย ได้แต่งตั้งให้ เซอร์ จอห์น เบาริง เป็นราชทูตเข้ามาเจรจา

3. สาระสำคัญของสนธิสัญเบาริง มีดังนี้
o อังกฤษขอตั้งสถานกงสุลในประเทศไทย
o คนอังกฤษมีสิทธิเช่าที่ดินในประเทศไทยได้
o คนอังกฤษสามารถสร้างวัด และเผยแพร่คริสต์ศาสนาได้
o เก็บภาษีขาเข้าได้ไม่เกินร้อยละ 3
o พ่อค้าอังกฤษและพ่อค้าไทยมีสิทธิค้าขายกันได้โดยเสรี
o สินค้าต้องห้าม ได้แก่่ ข้าว ปลา เกลือ
o ถ้าไทยทำสนธิสัญญากับประเทศอื่น ๆ ที่มีผลประโยชน์เหนือประเทศ อังกฤษ จะต้องทำให้อังกฤษด้วย
o สนธิสัญญานี้ จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จนกว่าจะใช้แล้ว 10 ปี และในการแก้ไข ต้องยินยอมด้วยกันทั้งสองฝ่าย และ ต้องบอกล่วงหน้า 1 ปี

4. ผลของสนธิสัญญาเบาริง
o ผลดี
1. รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ
2. การค้าขยายตัวมากขึ้น เปลี่ยนแปลงการค้าเป็นแบบเสรี
3. อารยธรรมตะวันตก เข้ามาแพร่หลาย สามารถนำมาปรับปรุงบ้านเมือง ให้เจริญก้าวหน้ามาขึ้น
o ผลเสีย
1. ไทยเสียสิทธิทางการศาลให้อังกฤษ และคนในบังคับอังกฤษ
2. อังกฤษ เป็นชาติที่ได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่าง
3. อังกฤษ เป็นฝ่ายได้เปรียบ จึงไม่ยอมทำการแก้ไข

ผล จากการทำสนธิสัญญาเบาริง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทำให้สภาพสังคมไทย เปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อนำประเทศให้เจริญก้าวหน้า ตามแบบอารยธรรมตะวันตก การเปลี่ยนแปลง ในด้านต่าง ๆ มีดังนี้

1.ด้านการปกครอง

ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงแก้ไขเปลี่ยนแปลงประเพณีบางอย่าง เพื่อให้ราษฎร มีโอกาสใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ คือ เปิดโอกาสให้ราษฎร เข้าเฝ้าได้โดยสะดวก ให้ราษฎรเข้าเฝ้าถวายฎีการ้องทุกข์ได้ ในขณะที่ทรงเสด็จพระราชดำเนิน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการปฏิรูปการปกครอง ครั้งสำคัญ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ การปรับปรุงในระยะแรก ให้ตั้งสภา 2 สภา คือ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (Council of State) และ สภาที่ปรึกษาในพระองค์ (Privy Council) กับการปรับปรุงการปกครอง ในระยะหลัง (พ.ศ. 2435) ซึ่งนับว่า เป็นการปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ โดยมีลักษณะ คือ การปกครองส่วนกลาง โปรดให้ยกเลิกการปกครอง แบบจตุสดมภ์ และ จัดแบ่งหน่วยราชการเป็นกรมต่าง ๆ 12 กรม (กะรทรวง) มีเสนาบดีเป็นเจ้ากระทรวง การปกครองส่วนภูมิภาค ทรงยกเลิก การจัดหัวเมืองที่แบ่งเป็นเมืองชั้นเอก โท ตรี และจัตวา เปลี่ยนการปกครองเป็น เทศาภิบาล ทรงโปรดให้รวมเมืองหลายเมืองเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาล เป็นผู้ปกครอง ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย กับทรงแบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัด (เมือง) อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน และการปกครองส่วนท้องถิ่น เริ่มจัดการทดลองแบบ สุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก

2. ด้านเศรษฐกิจ

ภายหลังการทำสนธิ สัญญาเบาริงแล้ว การค้าของไทยเจริญก้าวหน้าขึ้น มาก ทำให้มีการปรับปรุงด้านเศรษฐกิจ เช่น ในรัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนการใช้เงินพดด้วงมาเป็นเงินเหรียญ และขุดคลอง ตัดถนนเพิ่มขึ้นหลายสาย ในสมัยรัชกาลที่ 5 เปลี่ยนมาตราเงินไทยมาใช้ระบบทศนิยม ใช้ทองคำเป็นมาตรฐานเงินตราแทนเงิน ให้ใช้เหรียญบาท สลึง และเหรียญสตางค์แทนเงินแบบเดิม มีการจัดตั้งธนาคารของเอกชนขึ้นเป็นครั้งแรก คือ แบางก์สยามกัมมาจล (ปัจจุบัน คือ ธนาคารไทยพาณิชย์) ในสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดให้ตั้งคลังออมสินขึ้น (ปัจจุบันคือ ธนาคารออมสิน)

3.ด้านวัฒนธรรม

ใน สมัยรัชกาลที่ 4 ทรงประกาศให้ข้าราชการสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้า ทรงให้เสรีภาพประชาชน ในการนับถือศาสนาและประกอบอาชีพ โปรดให้สตรีได้ยกฐานให้สูงขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการสวมเสื้อราชปะแตก และสวมหมวกอย่างยุโรป ให้ข้าราชการทหารแต่งเครื่องแบบ ตามแบบตะวันตก โปรดให้ผู้ชายในราชสำนัก ไว้ผมทรงมหาดไทย เปลี่ยนมาไว้ผมตัดยาวทั้งศีรษะแบบฝรั่ง โปรดให้ผู้หญิงเลิกไว้ผมปีก ให้ไว้ผมตัดยาว ที่เรียกว่า "ทรงดอกกระุุทุ่ม" ทรงแก้ไขประเพณีการสืบสันตติวงศ์ โดยยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แล้วโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ขึ้น ทรงเลิกประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้า และให้ยืนเข้าเฝ้าแทน ยกเลิกการโกนผม เมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคต ยกเลิกการไต่สวนคดีแบบจารีตนครบาล และที่สำคัญที่สุด ที่พระองค์ทรงได้พระราชสมัญญานาม ว่า "พระปิยมหาราช" ซึ่งแปลว่า มหาราชที่ทรงเป็นที่รักของประชาชน คือการยกเลิกระบบไพร่ และระบบทาส ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงประกาศใช้พระราชบัญญัตินามกสุล โปรดให้ใช้พุทธศักราช (พ.ศ.) เป็นศักราชทางราชการ แทนรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เปลี่ยนแปลงการนับเวลาทางราชการ ให้สอดคล้องกับสากลนิยม โปรดให้กำหนดคำนำหน้าชื่อเด็กหญิง เด็กชาย นางสาว และนาง เปลียนแปลงธงประจำชาติ จากธงรูปช้างเผือก มาเป็นธงไตรรงค์ ตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ ตามแบบประเทศยุโรป


4.สภาพสังคม

การ เลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงดำริว่า การที่ประเทศไทยมีชนชั้นทาสมากเท่ากับเป็นการเสียเศรษฐกิจของชาติ และทำให้ต่างชาติดูถูกและเห็นว่าประเทศไทยป่าเถื่อนด้อยความเจริญ ซึ่งมีผลทำให้ประเทศมหาอำนาจต่างๆ คิดจะเข้าครอบครองไทย โดยอ้างว่า เพื่อช่วยพัฒนาประเทศไทยให้ทัดเทียมประเทศอื่นๆ ที่เจริญแล้วทั้งหลาย
ดัง นั้น ใน พ.ศ.2417 พระองค์จึงทรงเริ่มออกพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสลูกไทขึ้น โดยกำหนดค่าตัวทาสอายุ 7-8 ปี มีค่าตัวสูงสุด 12-14 ตำลึง แล้วลดลงเรื่อยๆ เมื่อมีอายุ 21 ปี ค่าตัวจะเหลือเพียง 3 บาท ซึ่งทำให้ทาสมีโอกาสไถ่ตัวเป็นไทได้มากและใน พ.ศ.2420 พระองค์ทรงบริจาคเงินจำนวนหนึ่งเพื่อไถ่ตัวทาสที่อยู่กับเจ้านายมาครบ 25 ปี จำนวน 45 คน พ.ศ.2443 ทรงออกกฎหมายให้ทาสสินไถ่อายุครบ 60 ปี พ้นจากการเป็นทาสและห้ามขายตัวเป็นทาสอีก พ.ศ.2448 ออกพระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 บังคับทั่วประเทศ ห้ามมีการซื้อทาสต่อไป ให้ลดค่าตัวลงเดือนละ 4 บาท จนครบจำนวนเงิน และให้บรรดาทาสเป็นไททั้งหมด
การเลิกทาสของพระองค์ ประสบความสำเร็จอย่างดี เป็นเพราะพระปรีชาญาณและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ทรงใช้ทางสายกลาง ค่อยๆดำเนินงานไปทีละขั้นตอน ทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงดังเช่นประเทศต่างๆ ที่เคยประสบมา

บทบาทพระมหากษัตริย์ไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ต่อการพัฒนาชาติไทย


ด้านการเมือง

สถาบันพระมหากษัตริย์ได้มีบทบาทเกี่ยวกับการเมืองการปกครองการรวมชาติ การสร้างเอกราช การวางรากฐานการเมืองการปกครอง การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองการปกครอง การปฏิรูปการปกครองแผ่นดินตั้งแต่อดีตสืบต่อมาตลอดปัจจุบันบทบาทของพระมหากษัตริย์มีส่วนช่วยสร้างเอกภาพของประเทศเป็นอย่างมาก คนไทยทุกกลุ่มไม่ว่าศาสนาใดมีขนบธรรมเนียมแตกต่างกันอย่างไรก็มีความรู้สึก ร่วมในการมีพระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน การเสด็จออกเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่างๆ แม้ท้องถิ่นทุรกันดาร หรือมากด้วยภยันตรายอยู่ตลอดเวลา ทำให้ราษฎรมีขวัญและกำลังใจดี มีความรู้สึกผูกพันกับชาติว่ามิได้ถูกทอดทิ้ง พระราชกรณียกิจดังกล่าวของพระองค์มีส่วนช่วยในการปกครองเป็นอย่างมาก

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์นั้นมีมาก และล้วนก่อประโยชน์ให้เกิดขึ้นต่อส่วนรวมทั้งสิ้น แม้การปฏิบัติพระราชกรณียกิจจะเป็นพระราชภาระอันหนัก แต่ก็ได้ทรงกระทำอย่างครบถ้วนสม่ำเสมอ จนกระทั่งสามารถที่จะผูกจิตใจของประชาชนให้เกิดความจงรักภักดี เพาะตระหนักถึงน้ำพระทัยของพระองค์ว่า ทรงเห็นแก่ประโยชน์สุขของส่วนรวมมากกว่าพระองค์เอง ทรงเสียสละยอมทุกข์ยากเพื่อบ้านเมืองอย่างแท้จริงดังพระราชปณิธานของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ที่ว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม

ด้านเศรษฐกิจ

การพัฒนาและการปฏิรูปที่สำคัญๆ ของชาติส่วนใหญ่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปูพื้นฐานประชาธิปไตย โดยการจัดตั้งกระทรวงต่างๆ ทรงส่งเสริมการศึกษาและเลิกทาส ปัจจุบันพระมหากษัตริย์ทรงเกื้อหนุนวิทยาการสาขาต่างๆ ทรงสนับสนุนการศึกษาและศิลปวัฒนาธรรม ทรงริเริ่มกิจการอันเป็นการแก้ปัญหาหลักทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยจะเห็นว่าโครงการตามพระราชดำริส่วนใหญ่มุ่งแก้ปัญหาหลักทางเกษตรกรรม เพื่อชาวนา ชาวไร่ และประชาชนผู้ยากไร้และด้อยโอกาสอันเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ เช่น โครงการฝนหลวง ชลประทาน พัฒนาที่ดิน พัฒนาชาวเขา เป็นต้น

ด้านสังคมและวัฒนธรรม

พระมหากษัตริย์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทั้งปวงเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขและความ เจริญแก่สังคม ได้ทรงริเริ่มโครงการต่างๆ ทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พระราชดำริและโครงการที่ทรงริเริ่มมีมากซึ่งล้วนแต่เป็นรากฐานในการพัฒนา ชาติทั้งสิ้น โครงการของพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่สำคัญ ได้แก่ โครงการอีสานเขียว โครงการฝนหลวง โครงการปลูกป่า โครงการขุดคลองระบายน้ำ โครงการปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดในเมืองใหญ่ โครงการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ทรงทำเป็นแบบอย่างที่ดีประชาชนและหน่วยราชการนำไปปฏิบัติก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางการพัฒนาชาติขึ้นมาก นอกจากนี้ทรงทำให้เกิดความคิดในการดำรงชีวิตแบบใหม่ เช่น การประกอบอาชีพ การใช้วิทยาการมาช่วยทำให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ด้านการต่างประเทศ

พระมหากษัตริย์ในอดีตได้ทรงดำเนินวิเทโศบายได้อย่างดีจนสามารถรักษาเอกราชไว้ได้ โดยเฉพาะสมัยการล่าเมืองขึ้นในรัชกาลที่ 4 และ รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันก็ทรงดำเนินการให้เกิดความ เข้าใจอันดี ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศต่างๆ กับประเทศไทย โดยเสด็จพระราชดำเนินเป็นทูตสันถวไมตรีกับประเทศต่างๆ ไม่น้อยกว่า 31 ประเทศ ทำให้นโยบายต่างประเทศดำเนินไปอย่างสะดวกและราบรื่น นอกจากนั้นยังทรงเป็นผู้แทนประเทศไทยต้อนรับประมุขประเทศ ผู้นำประเทศ เอกอัครราชทูต และทูตสันถวไมตรีจากต่างประเทศอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ถึงปัจจุบัน

การเมืองไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยุคที่ 1การเมืองไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ถึงยุคปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ถึง พ.ศ.2545 เป็นระยะเวลา 70 ปี ของพัฒนาการของการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยเราสามารถแบ่งการเมืองการปกครองในช่วงระยะเวลาดังกล่าวออกได้เป็น 5 ยุคสำคัญ คือ
ยุคที่หนึ่ง ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ.2475 – พ.ศ.2490)
เป็นยุคของความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎรกับกลุ่มผู้ปกครองเดิม อันประกอบไปด้วยกลุ่มเจ้าและพวกขุนนาง และความขัดแย้งระหว่างสมาชิกในคณะราษฎรด้วยกันเอง และสถานการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2
ในระยะห้าปีแรกของการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ อันมีผลนำไปสู่ความคลอนแคลนของรัฐบาล เหตุการณ์สำคัญประการหนึ่ง ได้แก่ กรณีการนำเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ เมื่อ พ.ศ.2476 กล่าวคือ ในขณะที่มีการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ได้มีประกาศของคณะราษฎรซึ่งระบุถึงนโยบาย 6 ประการ
นายปรีดี ได้ยกร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้นจากนโยบายข้อสาม เค้าโครงเศรษฐกิจนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มาก ว่ามีลักษณะแนวทางแบบสังคมนิยม ทำให้เกิดการแตกแยกกันในรัฐบาล จนถึงกับต้องมีการปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ส่วนนายปรีดี ต้องเดินทางออกจากประเทศไทย อย่างไรก็ตาม คณะทหารภายใต้การนำของนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้ทำการยึดอำนาจรัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2476 แล้วตั้งตัวเองเป็นรัฐบาล
วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2476 ได้เกิดการกบฏของกลุ่มนายทหารและข้าราชการในต่างจังหวัด ภายใต้การนำของพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยประกาศว่า ต้องการให้ประเทศชาติมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การกบฏครั้งนี้ก็ถูกปราบปรามลง เจ้านายหลายพระองค์ต้องเสด็จนิราศไปประทับยังต่างประเทศ มีหลายคนในคณะกบฏต้องรับโทษจำคุกหลังจากนั้นไม่ถึงสองปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ และทรงสละราชสมบัติ คณะราษฎรจึงได้ถวายราชบัลลังก์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในเวลาต่อมา
ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2481 พระยาพหลพลพยุหเสนาก็ได้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากสุขภาพไม่ดีจึงทำให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ดำรงตำแหน่งต่อมา หลังจากนั้นทหารเริ่มมีอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ.2481 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2487 จอมพล ป. ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นเวลาห้าปีครึ่ง ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการสร้างประวัติศาสตร์ของเมืองไทย นโยบายที่สำคัญที่สุดคือ รัฐนิยม ซึ่งเป็นนโยบายรักชาติ แสดงออกโดยการรณรงค์ต่อต้านคนจีน และนโยบายสงครามที่เป็นมิตรกับญี่ปุ่นพร้อมกับประกาศสงครามกับประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา นโยบาย ดังกล่าวมีตั้งแต่โครงการรวมชาติ การสร้างเอกลักษณ์ของชาติ การสร้างความเป็นชาตินิยมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม และความสนใจต่อผลประโยชน์ของสาธารณะ
นโยบายที่อันตรายที่สุดของจอมพล ป. ก็คือการตัดสินใจร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง การตัดสินใจประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา และอังกฤษเกิดจากเหตุผลหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือ ความกดดันจากสถานการณ์และอาจจะมาจากการคาดการณ์ผิดคิดว่าญี่ปุ่นจะชนะสงคราม ดังนั้นการเข้าร่วมกับญี่ปุ่นก็เหมือนกับการเข้าร่วมกับผู้ชนะซึ่งประเทศไทยอาจได้ผลประโยชน์ร่วมกับผู้ชนะ แต่ว่าการตัดสินใจของจอมพล ป. กลายเป็นข้อผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงและทำให้ต้องเสียตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากสงครามโลกสิ้นสุดลงเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ประเทศไทยซึ่งเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่นก็แพ้สงครามด้วย แต่มีปัจจัยสองข้อที่ทำให้ผู้นำไทยสามารถจัดการกับสถานการณ์เพื่อหลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้
ปัจจัยสองประการนี้คือ(1) ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันปฏิเสธที่จะส่งสาส์นประกาศสงครามให้กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
(2) ได้มีการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยซึ่งประกอบด้วยคนไทยที่อยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อการกู้เอกราชของชาติขบวนการนี้ตั้งขึ้นโดย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งได้ร่วมมือกับนายปรีดี พนมยงค์ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รวบรวมกำลังคนภายในประเทศ และร่วมมือกับฝ่ายพันธมิตรทั้งหลายดังนั้นเมื่อสงครามเสร็จสิ้นลง นายปรีดีจึงออกประกาศซึ่งเห็นชอบโดยเอกฉันท์ โดยสภาผู้แทนแห่งชาติ โดยมีเนื้อความทำนองว่า“คนไทยไม่เห็นด้วยกับการประกาศสงครามและกระทำการอันเป็นศัตรูต่อ สหประชาชาติ (และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งกระทำการแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) ได้ประกาศในนามของประชาชนชาวไทยว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและอังกฤษนั้นเป็นโมฆะ และไม่ได้ผูกมัดประชาชนชาวไทย”การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการเคลื่อนไหวที่รอบคอบ เพื่อการช่วยชาติให้หลุดพ้นจากผลเสียซึ่งเกิดจากการกระทำของจอมพล ป. หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2488 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา นายเบิรนส์ (Byrnes) ได้กล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับเรื่องนี้และสรุปว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ถือว่าประเทศไทยเป็นศัตรู แต่เป็นประเทศที่จะต้องได้รับการปลดปล่อยจากศัตรู และสหรัฐอเมริกาหวังว่าประเทศไทยจะกลับสู่สภาพเดิมในหมู่ประชาชาติทั้งปวงโดยเป็นประเทศเสรี มีอธิปไตยและมีเอกราชดังนั้นโดยการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกาทำให้ประเทศไทยสามารถหลีกเลี่ยงชะตากรรมเหมือนดังเช่นของญี่ปุ่นและเยอรมนีอย่างหมิ่นเหม่ อันที่จริงได้มีการพูดถึงการสลายกองทัพไทยในแบบเดียวกับญี่ปุ่นและเยอรมนีเพื่อปูทางให้เกิดรัฐบาลแบบประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทยในส่วนของการเมืองภายใน ประเทศไทยได้โผล่ขึ้นมาจากสงครามในลักษณะของประเทศที่มีรัฐบาลใหม่คือ รัฐบาลพลเรือนซึ่งนำโดยพวกเสรีนิยม
ตารางที่ 1
นายกรัฐมนตรี พ.ศ.2475 – 2490
ชื่อ ช่วง ความนานของสมัย
พระยามโนปกรณ์นิติธาดา มิ.ย. 2475 – มิ.ย. 2476 1 ปี
พระยาพหลพลพยุหเสนา มิ.ย. 2476 – ธ.ค. 2481 5 ปี 6 เดือน
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ธ.ค. 2481 – ก.ค. 2487 5 ปี 6 เดือน
นายควง อภัยวงศ์ ส.ค. 2487 – ส.ค. 2488 1 ปี
นายทวี บุณยเกตุ ส.ค. 2488 – ก.ย. 2488 3 สัปดาห์
ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก.ย. 2488 – ม.ค. 2489 4 เดือน
นายควง อภัยวงศ์ ม.ค. 2489 – มี.ค. 2489 3 เดือน
นายปรีดี พนมยงค์ มี.ค. 2489 – ส.ค. 2489 4 เดือน
หลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ ส.ค. 2489 – พ.ย. 2490 6 เดือน

พัฒนาการชาติไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม



สภาพทางการเมืองยังคงรูปแบบของระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์รูปแบบของสถาบันกษัตริย์สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คลายความเป็นเทวราชาลงเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันก็กลับเน้นคติและรูปแบบของธรรมราชาขึ้นแทนที่ ซึ่งอิงหลักธรรมของพุทธศาสนา คือ ทศพิธราชธรรม พระมหากษัตริย์คือมูลนายสูงสุดที่อยู่เหนือมูลนายทั้งปวง การปกครองและการบริหารประเทศ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น กล่าวได้ว่า รูปแบบของการปกครอง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ยังคงยึดตามแบบฉบับที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงวางระเบียบไว้ จะมีการเปลี่ยนแปลงก็เพียงเล็กน้อย เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้คืนเขตการปกครองในหัวเมืองภาคใต้กลับให้สมุหกลาโหมตามเดิม ส่วนสมุหนายกให้ปกครองหัวเมือง ทางเหนือ ส่วนพระคลังดูแลหัวเมืองชายทะเล สำหรับการปกครองในส่วนภูมิภาคหรือการปกครองหัวเมือง แบ่งออกเป็นสองชั้นใหญ่ๆ ได้แก่ หัวเมืองชั้นในและหัวเมืองชั้นนอก การแบ่งหัวเมืองยังมีอีกวิธีหนึ่ง โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้น คือ เอก โท ตรี จัตวา ตามความสำคัญทางยุทธศาสตร์และราษฎร นโยบายที่ใช้ในการปกครองหัวเมืองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อความกระชับยิ่งขึ้น ตัดทอนอำนาจเจ้าเมืองในการแต่งตั้งข้าราชการที่สำคัญๆ ทุกตำแหน่ง โดยโอนอำนาจการแต่งตั้งจากกรมเมืองในเมืองหลวง นับเป็นการขยายอำนาจของส่วนกลาง โดยอาศัยการสร้างความจงรักภักดีให้เกิดขึ้นกับเจ้านายทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งเจ้าเมือง และข้าราชการที่แต่งตั้งตนในส่วนกลาง การปกครองในประเทศราช ใช้วิธีปกครองโดยทางอ้อม ส่วนใหญ่จะปลูกฝังความนิยมไทยลงในความรู้สึกของเจ้านายเมืองขึ้น ได้แก่ การนำเจ้านายจากประเทศราชมาอบรมเลี้ยงดูในฐานะพระราชบุตรบุญธรรม และ ให้มีการแต่งงานกันระหว่างเจ้านายทั้งสองฝ่าย
มูลเหตุสำคัญที่ผลักดันให้มีการปฏิรูปการปกครอง มีอยู่ 2 ประการ คือ
1. มูลเหตุภายใน
- ประเทศไทยมีประชากรเพิ่มขึ้น
- การคมนาคมและการติดต่อสื่อสารเริ่มมีความทันสมัยมากขึ้น- การปกครองแบบเดิมจะมีผลทำให้ประเทศชาติขาดเอกภาพในการปกครอง
2. มูลเหตุภายนอก
- หากไม่ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดินย่อมจะเป็นอันตรายต่อเอกราชของชาติ เพราะขณะนั้น จักรวรรดินิยมตะวันตก ได้เข้ามาแสวงหาอาณานิคม สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในสมัยแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ยังคงอยู่ ในรูปแบบของเศรษฐกิจพอยังชีพ กล่าวคือยังไม่มีการแบ่งงานกันทำแต่ละครอบครัวต้อง ผลิตของที่จำเป็นทุกอย่างขึ้นมาใช้เอง ที่ดินก็ยังว่างเปล่าอยู่มาก ในขณะที่แรงงานเพื่อ ประกอบการผลิตยังมีอยู่น้อย เพราะสภาพสังคมขณะนั้นแรงงานคนส่วนใหญ่ต้องอุทิศให้ กับ การเข้าเวรรับราชการและรับใช้มูลนายเวลาที่เหลือเพียงส่วนน้อยจึงเป็นเรื่องของการทำมาหาเลี้ยงชีพและครอบครัว ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งจึงเป็นไปตามความต้องการของครัวเรือนและอีกส่วนหนึ่งส่งเป็นส่วยให้กับทางราชการ การค้าภายในประเทศจึงมีน้อยเพราะว่าทรัพยากรมีจำกัด และความต้องการของแต่ละท้องถิ่นไม่แตกต่างกันการคมนาคมไม่สะดวกจวบจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 การค้าภายในประเทศจึงเริ่มขยายตัวเพราะชาวจีนเข้ามามีบทบาททางการค้าโดยทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลาง นำส่งสินค้าเข้า-ออก ตามท้องถิ่นต่าง ๆ ในส่วนที่เป็นรายรับ - รายจ่ายของแผ่นดินนั้น กล่าวได้ว่ารายรับไม่สมดุลกับรายจ่าย รายจ่ายส่วนใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นไปเพื่อการสร้างและบูรณะบ้านเมือง รายจ่ายในการป้องกันประเทศการบำรุงศาสนานอกจากนี้ก็ยังมีรายจ่ายเบี้ยหวัดข้าราชการและค่าใช้จ่ายภายในราชสำนักรายจ่ายตามประเภทที่กล่าวมาข้างต้นนั้น นับว่ามีจำนวนสูง เพราะบ้านเมืองเพิ่งอยู่ในระยะก่อร่างสร้างตัวซ้ำยังมีศึกสงครามอยู่ เกือบตลอดเวลารายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้นนั้นเมื่อเทียบกับรายได้ของแผ่นดินซึ่งยังคงมีที่มาเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี จึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องแสวงหายรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น
รายได้ของรัฐบาลในสมัยต้นรัตนโกสินทร์จำแนกได้ดังนี้
1. ส่วย คือ เงินหรือสิ่งของที่ไพร่เอามาเสียภาษีแทนแรงงานถ้า ไม่ต้องการชำระเป็นเงิน ก็อาจจะทดแทนด้วยผลิตผลที่มีอยู่ในท้องที่ ๆ ไพร่ผู้นั้นอาศัยอยู่เช่นดีบุกดินประสิว นอกจากนี้ส่วยยังเรียกเก็บจากหัวเมืองต่าง ๆ และบรรดาประเทศราช
2. ฤชา คือ การเสียค่าธรรมเนียมที่ประชาชนจ่ายเป็นค่าตอบแทนการบริการของรัฐบาล รัฐบาลจะกำหนดเรียกเก็บเป็นอย่าง ๆ ไป เช่น ค่าธรรมเนียมโรงศาลค่าธรรมเนียมการออกโฉนด หรือค่าธรรมเนียมกรรมสิทธิ์ เป็นต้น
3. อากร คือ เงินที่พ่อค้าเสียให้แก่รัฐบาลในการขอผูกขาดสัมปทาน เช่น การจับปลา การเก็บของป่าต้มกลั่นสุรา และตั้งบ่อนการพนัน เป็นต้น ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ การเรียกเก็บผลประโยชน์ที่ราษฎรทำได้จากการประกอบการต่างๆเช่น ทำนาทำไร่ การเก็บอากร ค่านา ในสมัยรัชกาลที่ 2 กำหนดให้ราษฎรเลือกส่งได้ 2 รูปแบบ คือ ส่งเป็นผลิตผลหรือตัวเงิน เช่น ถ้าส่งเป็นเงินให้ส่งไร่ละหนึ่งสลึง อากรประเภทอื่นยังมีอีก เช่น อากรสวน อากรตลาด เป็นต้น
4. ภาษีอากรและจังกอบภาษีอากรหมายถึงการเก็บภาษีจากสินค้าเข้าและสินค้าออก ภาษีเข้ามีอัตราการเก็บที่ไม่แน่นอนประเทศใดที่มีสัมพันธไมตรีดีต่อไทยก็จะเก็บภาษีน้อยกว่าเรือของประเทศที่ไปมาค้าขายเป็นครั้งคราวหาก แต่ในสมัยรัชกาลที่ 2 อัตราที่กำหนดให้เก็บคือร้อยละ8โดยตลอดส่วนชาวจีนนั้นให้คิดอัตราร้อยละ 4 ส่วน ภาษีสินค้าออกเก็บในอัตราที่แตกต่างไปตามชนิดของสินค้า
5. จังกอบ คือค่าผ่านด่านซึ่งเรียกเก็บจากสินค้าและขนาดของพาหนะที่บรรทุกด่านที่เก็บจังกอบเรียกว่าขนอนหรือด่านภาษีการเก็บจังกอบมี 2 ประเภทคือประเภทแรกเป็นการเก็บค่าผ่านด่านขนอนทั้งทางบกและทางน้ำ เรียกเก็บจากสินค้าค้าของราษฏรโดยชักสินค้านั้นเป็นส่วนลดอีกประเภทหนึ่งคือ เก็บตามอัตราขนาดของยานพาหนะที่ขนสินค้าผ่านด่าน โดยจะวัดตามความกว้างของปากเรือ เรียกว่า"ค่าปากเรือ" ในสมัยรัตนโกสินทร์นี้แม้เศรษฐกิจหลักของสังคมจะเป็นไปแบบเดิมคือ การเกษตรกรรม โดยอาศัยธรรมชาติ แต่ทางราชการก็พยายามสนับสนุนช่วยเหลือในการชลประทานการค้ากับต่างประเทศก็ดำเนินเป็นล่ำเป็นสันขึ้นกว่าในสมัยก่อนเพราะไทยมีสินค้าออกคือ ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นที่ต้องการของประเทศทางตะวันตก

โครงงานทางประวัติศาสตร์ (ทำเกี่ยวกับประวัติเมืองสงขลาเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามถนัด)


สมัยเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง

เป็นยุคที่น่าจะมีมาก่อนพุทธศตวรรษที่ 22 ถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 23 โดยพิจารณาจากเจดีย์บนยอดเขาน้อยที่กำหนดอายุได้ไม่น้อยกว่า พุทธศตวรรษที่ 17-18 โดยปรากฏชื่อในเอกสารต่างๆของพ่อค้าชาวตะวันตกว่า Singora บ้าง Singor บ้าง น่าจะมีชื่อเมือง สิงขร สิงคะ แปลว่าจอม ที่สูงสุดยอดเขา และภาษาไทยว่า “สิงขร” เป็นความหมายที่สอดคล้องกับที่ตั้งเมืองสงขลา โดยช่วงเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงนี้อยู่ภายใต้การปกครองของ เจ้าเมืองและ ปฐมพลเมืองชาวมุสลิม ซึ่งได้อพยพและนำพลพรรคชาวแขกชวา หนีภัยจากโจรสลัดที่คุกคามอย่างหนัก ในแถบหมู่เกาะชวาล่องเรือมาขึ้นฝั่งบริเวณฝั่งหัวเขาแดง โดยปรากฏในเอกสารชาวต่างชาติที่มาค้าขาย เป็นต้นว่าในสำเนาจดหมายของนายแมร์ เทนเฮาท์แมน จากอยุธยา มีไปจนถึงนายเฮนดริก แจนเซน นายพานิชย์คนที่ 1 ชาวดัทช์ ที่ปัตตานีในปี พ.ศ. 2156 ออกชื่อเจ้าเมืองสงขลาในขณะนั้นว่า “โมกุล” แต่ในบันทึกบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ได้กล่าวถึงเมืองสงขลาในปี พ.ศ. 2165 เรียกชื่อเจ้าเมืองว่า “ดาโต๊ะโกมอลล์” จึงพอสรุปได้ว่า ผู้สร้างเมืองฝั่งหัวเขาแดงประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 22 เป็นมุสลิมที่ชาวอังกฤษในสมัยอยุทธยาเรียกว่า “โมกุล” และ ชาว ดัทช์ เรียกว่า “โมกอล” โดย ดาโต๊ะโมกุล ได้ตั้งเมืองสงขลาบริเวณหัวเขาแดง เขาค่ายม่วงและ เขาน้อย ซึ่งน่าจะอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2153 - 2154ซึ่งตรงกับสมัยพระเอกาทศรถ สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ซึ่งเป็นเชื้อสายโดยตรงของสุรต่านสุไลมาน ได้เล่าว่า ประมาณ พ.ศ. 2145 ดาโต๊ะโมกอลซึ่งเคยปกครองเมืองสาเลย์ ที่เป็นเมืองลูก ของจาการ์ตา บนเกาะชวา (อินโดนีเซียในปัจจุบัน) ได้อพยพครอบครัว และบริวารหนีภัย การล่าเมืองขึ้น (ซึ่งใช้ปืนใหญ่จากเรือปืนยิงขึ้นฝั่งที่เรียกว่า Gunship policy) ลงเรือสำเภามาขึ้นฝั่งที่บริเวณบ้านหัวเขาแดง แขวงเมืองสงขลา เข้าใจว่าตระกูลนี้คงเคยเป็นตระกูลปกครองบ้านเมืองมาก่อน เมื่อเจอทำเลเหมาะสมหัวเขาแดง ท่านดะโต๊ะ โมกอล ก็ได้นำบริวารขึ้นบก แล้วช่วยกันสร้างบ้านแปลงเมือง และ ดัดแปลงบริเวณปากทางเข้าทะเลสาบสงขลาให้เป็นท่าจอดเรือขนาดใหญ่ ที่สามารถรับเรือสำเภา หรือ เรือกำปั่นที่ประกอบธุรกิจการค้าทางทะเล แวะเข้าจอดเทียบท่าได้ จนเมืองหัวเขาแดงในสมัยนั้น กลายเป็นเมืองท่าเรือระหว่างประเทศไป กิติศัพย์นี้โด่งดังไปจนถึงกรุงศรีอยุธยา ด้วยเหตุนี้สมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. 2148 - 2153) จึงได้มีพระบรมราชโองการ แต่งตั้งให้ดะโต๊ะ โมกอล เป็นข้าหลวงใหญ่ของพระเจ้ากรุงสยาม ประจำเมืองพัทลุงอยู่ที่หัวเขาแดง แขวงเมืองสงขลา

สุรต่านผู้ครองเมืองสงขลาได้ปกครองเมืองแบบรัฐสุรต่าน ของราชวงค์ ออโตมาน ซึ่งการปกครองแบบนี้แพร่หลายเข้ามายังเกาะสุมาตรา เกาะชวา และรัฐสุรต่านต่างๆ ทางปลายแหลมมาลายู โดยสุลต่านผู้ปกครองเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงได้นับถือศาสนาอิสลาม นิกายสุนี่ จึงดำรงค์ตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ส่วนบุตรชาย สามคนคือ มุสตาฟา ฮุสเซน และ ฮัสซัน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงทาง กองทัพเรือ ผู้บัญชาการป้อม และ ตำแหน่งการปกครองอื่นๆ ในระบอบการปกครองแบบสุรต่าน

สมัยเมืองสงขลาฝั่งแหลมสน

หนีความทุกข์ยากหลังสงครามเมือง : Singora สู่เมืองสงขลาฝั่งแหลมสน ภายหลัง เมื่อเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง ถูกกองทัพกรุงศรีอยุธยาทำลายจนหมดสิ้น เมื่อ พ.ศ. 2223 ประชาชนชาวสงขลาฝั่งหัวเขาแดงที่เหลืออยู่ ได้ย้ายชุมชนไปสร้างเมืองใหม่ ณ เมืองสงขลาแห่งที่สองนี้ ที่รู้จักกันในชื่อว่าเมืองสงขลาฝั่งแหลมสน โดยเมืองนี้เป็นเมืองที่ไม่ได้รับการวางแผนในการสร้างเมืองตั้งแต่ต้น ประกอบกับเป็นเมืองที่ถูกสร้างเนื่องจากการย้ายเมืองภายหลังจากสงคราม ดังนั้นลักษณะของเมืองจึงเป็นเมืองที่ถูกสร้างกันอย่างง่ายๆ บนพื้นที่เชิงเขาติดทะเล ถัดจากตำแหน่งเมืองสงขลาเดิมที่ถูกทำลายลงไปอีกด้านหนึ่งของฝากเขา เนื่องจากเป็นที่ตั้งเมืองที่อยู่บนเชิงเขา ทำให้เมืองสงลาแห่งที่สองนี้ในภายหลังประสบกับปัญหาการขาดแคนน้ำจืดอุปโภค และ ปัญหาการมีพื้นที่ในทางราบไม่เพียงพอกับการขยายและเติบโตของเมือง ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้เกิดการย้ายเมืองในเวลาต่อมา ลักษณะการสร้างบ้านเรือนของสงขลาฝั่งแหลมสน ส่วนใหญ่บ้านเรือนจะทำด้วยวัสดุไม่ถาวร เช่น ไม้ และ ใบจาก ในลักาณะเรือนเครื่องสับ จึงทำให้หลงเหลือร่องรอย และ หลักฐานไม่มากนัก เนื่องจากประชากรในการสร้างเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านธรรมดาสามัญชน ประกอบกับขนาด และ อณาเขต รวมไปถึง อำนาจการปกครองของเมืองสงขลาได้ลดฐานะเป็นแค่เมืองเล็กๆ ของเมืองบริวาร ของเมืองพัทลุง [26] ดังนั้นเจ้าเมืองสงขลาคนแรกจึงถูกแต่งตั้งโดยพระยาจักกรี และ พระยาพิชัยราชา เป็นเพียงแค่การคัดเลือกชาวบ้านคนหนึ่งชื่อ “โยม” มาดำรงตำแหน่งเป็นพระสงขลา เจ้าเมืองสงขลาฝั่งแหลมสน และ ในคราวเดียวกันนั่นเอง ยังมีชาวจีนคนหนึ่งชื่อ นายเหยี่ยง แซ่เฮา ชาวจีน ซึ่งอพยพ มาจาก เมือง เจียงจิ้งหู มลฑลฟูเจี้ยน ได้เสนอบัญชีทรัพสิน และบริวารของตน เพื่อแลกกับสัมปทานผูกขาดธุรกิจรังนกบน เกาะสี่เกาะห้า ในทะเลสาบสงขลา เจ้าพระยาทั้งสองจึงพิจารณา แต่งตั้งให้ นายเหยี่ยง แซ่เฮา เป็นหลวงอินทคีรีสมบัติ นายอาการรังนกเกาะสี่เกาะห้า [27]

พระสงขลาได้ปกครองเมืองสงขลาฝั่งแหลมสน อยู่จนถึงปี พ.ศ. 2317 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้ดำริว่า พระสงขลา (โยม) หย่อนสมรรถภาพในการปฏิบัติราชการ จึงให้หลวงอินทคีรีสมบัติ (เหยียง แซ่เฮา) ซึ่งเป็นนายอากรรังนก เกาะสี่เกาะห้า เลื่อนตำแหน่งเป็น หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ เจ้าเมืองสงขลา คนถัดมาซึ่งนับว่าเป็นการเริ่มต้นสายสกุล ณ สงขลา ซึ่งต่อมาได้ปกครองเมืองสงขลา มาถึง 8 รุ่น ในการปกครองสงขลาในช่วงเวลานี้นับเป็นช่วงเวลาของการทำหน้าที่ปกป้องอณาเขต และ รับใช้ราชการปกครองแทน เมืองหลวง ซึ่งตรงกับกรุงรัตนโกสินทร์ ปกครองโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชการที่ 2 ปัญหาหลักของการปกครองสงขลาคือการส่งกำลังไปร่วมกำกับและควบคุมหัวเมืองแขกต่างๆ ให้อยู่ในความสงบ โดยมีเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการรบหลายครั้ง ทำให้เจ้าเมืองสงขลา ในรุ่นต่างๆได้มีโอกาสแสดงความสามารถ และ ความภัคดีทางการรบ โดยในสมัยสงขลา ครั้งนี้มีเมือง แขก ปัตตานี ได้ถูกแยกออกเป็น เจ็ดหัวเมืองย่อย ได้มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสงขลา ซึ่งต่อมาชื่อเมืองต่างๆได้ถูกนำไปตั้งเป็นชื่อถนน ในครั้งตั้งเมืองใหม่ ณ ฝั่งบ่อยาง เมืองทั้งเจ็ดมีรายชื่อดังนี้ เมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองเมืองยะลา เมืองรามันห์ เมืองยะหริ่ง เมืองสายบุรี และเมืองระแงะ และ เมืองสุดท้ายที่เข้ามาอยู่ใต้การกำกับดูแลของสงขลา ในช่วงปี พ.ศ. 2379 คือเมืองสตูลใ นสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 3 และตรงกับ เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ปกครองเมืองสงขลาฝั่งแหลมสน เนื่องจากเมืองสงขลาฝั่งแหลมสนเป็นเมืองที่ถูกสร้างอย่างง่ายๆ เพื่อรองรับการหนีภัยในช่วงเมืองแตก ทำให้เกิดปัญหาและ ข้อขัดข้องในการพัฒนาเมืองหลายประการตามมา ส่งผลต่อการพิจารณาย้ายเมืองในเวลาต่อมาไม่นานนัก

สมัยเมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง

สร้างเมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง สู่ความรุ่งเรือง และความมั่งคั่งของเมืองท่า จนถึงเมืองท่องเที่ยว จากการขยายตัวของเมืองสงขลาฝั่งแหลมสน ทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดเพื่อการอุปโภคบริโภค ทวีความรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับพื้นที่บริเวณสงขลาฝั่งแหลมสน เป็นพื้นที่ลาดชันเชิงเขา ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเมืองรวมถึง อาจเป็นอุปสรรคของการขยายตัวเป็นเมืองท่าในอนาคต ซึ่งจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ น่าจะเป็นข้อได้เปรียบ แต่เนื่องจากมีพื้นที่ในแนวราบไม่เพียงพอ จึงทำให้เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ไปตั้งเมืองสงขลาใหม่ที่ตำบลบ่อยาง (สถานที่ปัจจุบัน) ตั้งแต่ พ.ศ. 2379 ซึ่งเมืองใหม่ที่สร้างขึ้น ก็ยังคงรักษาความเป็นเมืองท่าไว้อย่างเดิม โดยในเบื้องต้นของการสร้างเมือง เจ้าพระยาคีรี (เถี้ยนเส้ง ณ สงขลา) ได้เริ่มสร้างป้อม กำแพงเมืองยาว 1200 เมตร และ ประตูเมือง สิบประตู ตั้งแต่ พ.ศ. 2379 หลังจากนั้นจึงได้วางหลักเมือง (ไม้ชัยพฤษ์พระราชทาน) และสมโภชน์หลักเมืองในปี พ.ศ. 2385 และเรียกบริเวณพื้นที่นี้ว่า “เมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง” ก่อนที่เจ้าพระยาคีรี (เถี้ยนเส้ง) จะถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2408

ถัดจากนั้น เจ้าพระยาคีรี ลำดับต่อมา ได้เป็นเจ้าเมืองสงขลาต่อ และ ได้ดำเนินการพัฒนาสงขลาในลักษณะเมืองกันชนระหว่างเมืองปัตตานี ซึ่งเป็นเมืองมุสลิมที่อยู่ทางตอนใต้ของสงขลา และ เมืองนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นเมืองพุทธศาสนิกชน โดยเมืองสงขลาได้อยู่ภายใต้การปกครองของสายสกุล ณ สงขลา ซึ่งมี นายเหยียง แซ่เฮา เป็นต้นสกุล รวมเจ้าเมืองสายสกุล ณ สงขลาที่ปกครองเมืองสงขลา บ่อยาง ดังนี้

ลำดับที่ 1. พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง ณ สงขลา) พ.ศ. 2360 – 2390 ผู้เริ่มสร้างเมืองสงขลา บ่อยาง
ลำดับที่ 2. พระยาวิเชียรคีรี (บุญสัง ณ สงขลา) พ.ศ. 2390 – 2408
ลำดับที่ 3. พระยาวิเชียรคีรี (เม่น ณ สงขลา) พ.ศ. 2408 – 2427
ลำดับที่ 4. พระยาวิเชียรคีรี (ชุ่ม ณ สงขลา) พ.ศ. 2427 – 2431
ลำดับที่ 5. พระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา) พ.ศ. 2431 – 2439
หลังจากพระยาวิเชียรคีรี (เม่น ณ สงขลา) ได้เป็นเจ้าเมืองสงขลาได้ประมาณปีเศษ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้เสด็จราชดำเนินมายังเมืองสงขลา และได้พระราชทานเงินบางส่วนเพื่อสร้างเจดีย์ บนยอดเขาตังกวน [28] ระหว่างปี พ.ศ. 2437-2439 เมืองสงขลาได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้ปฏิรูปการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล โดยตั้งมลฑลนครศีธรรมราช ประกอบด้วย นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และ หัวเมืองแขกอีก เจ็ดเมือง โดยมี พระวิจิตร (ปั้น สุขุม) ลงมาเป็นข้าหลวงพิเศษว่าการมณฑลนครศรีธรรมราช ซึ่งตำแหน่งที่ตั้งอาคารที่ว่าการอยู่ที่เมืองสงขลาบ่อยาง และลดบทบาทเจ้าเมืองเป็นผู้ว่าราชการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นการสิ้นสุดยุคการปกครองแบบเจ้าเมืองไปด้วย ทั้งนี้เจ้าเมืองคนสุดท้ายในสายสกุล ณ สงขลา ที่ปกครองเมืองสงขลามามากกว่า แปดรุ่น ต่อมาประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนการปกครองอีกหลายครั้ง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2475 รัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยยกเลิกระบบเดิมทั้งหมด และยกระดับสงขลา ขึ้นเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย

เวลา ความสำคัญของเวลา

เวลา ความสำคัญของเวลาความสำคัญของเวลากับช่วงสมัยทางประวัติศาสตร์

วัน เวลามีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนเรา วัน เวลา ทำให้เรารู้ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นเมื่อวัน เดือน ปีใด เหตุการณ์ใดเกิดก่อน เหตุการณ์ใดเกิดหลัง เหตุการณ์ที่เกิดขิ้นหรือดำเนินอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร และวัน เวลาที่ผ่านไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรนักประวัติศาสตร์หรือ ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ ซึ่งศึกษาเหตุการณ์ในอดีตที่ส่งผลกระทบถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันและอนาคตนั้น เมื่อศึกษาแล้วก็จะบอกเล่าเรื่องราวที่ตนศึกษาออกมา การบอกเล่าเรื่องราวในช่วงเวลาต่าง ๆ ต้องใช้คำที่เกี่ยวกับช่วงเวลา เช่น ศักราช วัน เดือน ปี ชั่วโมง นาที ยุค สมัย เพื่อให้รู้ว่าเรื่องราวนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เหตุการณ์ใดเกิดก่อนเกิดหลัง และเหตุการณ์ต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ดังนั้นประวัติศาสตร์จึงมีความสัมพันธ์กับเวลาอย่างยิ่ง

วิธีการทางประวัติศาสตร์


ความหมายของวิธีการทางประวัติศาสตร์

ในการสืบค้น ค้นคว้าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ มีอยู่หลายวิธี เช่น จากหลักฐานทางวัตถุที่ขุดค้นพบ หลักฐานที่เป็นการบันทึกลายลักษณ์อักษร หลักฐานจากคำบอกเล่า ซึ่งการรวบรวมเรื่องราวต่างๆทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ เรียกว่า วิธีการทางประวัติศาสตร์
วิธีการทางประวัติศาสตร์ คือ การรวบรวม พิจารณาไตร่ตรอง วิเคราะห์และตีความจากหลักฐานแล้วนำมาเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ เพื่ออธิบายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในอดีตว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้น หรือเหตุการณ์ในอดีตนั้นได้เกิดและคลี่คลายอย่างไร ซึ่งเป็นความมุ่งหมายที่สำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์

ความสำคัญของวิธีการทางประวัติศาสตร์

สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์นั้น มีปัญหาที่สำคัญอยู่ประการหนึ่ง คือ อดีตที่มีการฟื้นหรือจำลองขึ้นมาใหม่นั้น มีความถูกต้องสมบูรณ์และเชื่อถือได้เพียงใดรวมทั้งหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษรที่นำมาใช้เป็นข้อมูลนั้น มีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด เพราะเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มีอยู่มากมายเกินกว่าที่จะศึกษาหรือจดจำได้หมด แต่หลักฐานที่ใช้เป็นข้อมูลอาจมีเพียงบางส่วน
ดังนั้น วิธีการทางประวัติศาสตร์จึงมีความสำคัญเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ หรือผู้ฝึกฝนทางประวัติศาสตร์จะได้นำไปใช้ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง ไม่ลำเอียง และเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ
ขั้นตอนวิธีการทางประวัติศาสตร์ ::

ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดเป้าหมาย
ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดเป้าหมาย เป็นขั้นตอนแรก นักประวัติศาสตร์ต้องมีจุดประสงค์ชัดเจนว่าจะศึกษาอะไร อดีตส่วนไหน สมัยอะไร และเพราะเหตุใด เป็นการตั้งคำถามที่ต้องการศึกษา นักประวัติศาสตร์ต้องอาศัยการอ่าน การสังเกต และควรต้องมีความรู้กว้างๆ ทางประวัติศาสตร์ในเรื่องนั้นๆมาก่อนบ้าง ซึ่งคำถามหลักที่นักประวัติศาสตร์ควรคำนึงอยู่ตลอดเวลาก็คือทำไมและเกิดขึ้นอย่างไร


ขั้นตอนที่ 2 การรวบรวมข้อมูล
ขั้นตอนที่ 2 การรวบรวมข้อมูล
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ให้ข้อมูล มีทั้งหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร มีทั้งที่เป็นหลักฐานชั้นต้น(ปฐมภูมิ) และหลักฐานชั้นรอง(ทุติยภูมิ)
การรวบรวมข้อมูลนั้น หลักฐานชั้นต้นมีความสำคัญ และความน่าเชื่อถือมากกว่าหลักฐานชั้นรอง แต่หลักฐานชั้นรองอธิบายเรื่องราวให้เข้าใจได้ง่ายกว่าหลักฐานชั้นรอง
ในการรวบรวมข้อมูลประเภทต่างๆดังกล่าวข้างต้น ควรเริ่มต้นจากหลักฐานชั้นรองแล้วจึงศึกษาหลักฐานชั้นต้น ถ้าเป็นหลักฐานประเภทไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ควรเริ่มต้นจากผลการศึกษาของนักวิชาการที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ก่อนไปศึกษาจากของจริงหรือสถานที่จริง
การศึกษาประวัติศาสตร์ที่ดีควรใช้ข้อมูลหลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่าผู้ศึกษาต้องการศึกษาเรื่องอะไร ดังนั้นการรวบรวมข้อมูลที่ดีจะต้องจดบันทึกรายละเอียดต่างๆ ทั้งข้อมูลและแหล่งข้อมูลให้สมบูรณ์และถูกต้อง เพื่อการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ


ขั้นตอนที่ 3 การประเมินคุณค่าของหลักฐาน
ขั้นตอนที่ 3 การประเมินคุณค่าของหลักฐาน
วิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์ คือ การตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลในหลักฐานเหล่านั้นว่า มีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ประกอบด้วยการวิพากษ์หลักฐานและวิพากษ์ข้อมูลโดยขั้นตอนทั้งสองจะกระทำควบคู่กันไป เนื่องจากการตรวจสอบหลักฐานต้องพิจารณาจากเนื้อหา หรือข้อมูลภายในหลักฐานนั้น และในการวิพากษ์ข้อมูลก็ต้องอาศัยรูปลักษณะของหลักฐานภายนอกประกอบด้วยการวิพากษ์หลักฐานหรือวิพากษ์ภายนอก
การวิพากษ์หลักฐาน (external criticism) คือ การพิจารณาตรวจสอบหลักฐานที่ได้คัดเลือกไว้แต่ละชิ้นว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด แต่เป็นเพียงการประเมินตัวหลักฐาน มิได้มุ่งที่ข้อมูลในหลักฐาน ดังนั้นขั้นตอนนี้เป็นการสกัดหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือออกไปการวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน
การวิพากษ์ข้อมูล (internal criticism) คือ การพิจารณาเนื้อหาหรือความหมายที่แสดงออกในหลักฐาน เพื่อประเมินว่าน่าเชื่อถือเพียงใด โดยเน้นถึงความถูกต้อง คุณค่า ตลอดจนความหมายที่แท้จริง ซึ่งนับว่ามีความสำคัญต่อการประเมินหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะข้อมูลในเอกสารมีทั้งที่คลาดเคลื่อน และมีอคติของผู้บันทึกแฝงอยู่ หากนักประวัติศาสตร์ละเลยการวิพากษ์ข้อมูลผลที่ออกมาอาจจะผิดพลาดจากความเป็นจริง


ขั้นตอนที่ 4 การตีความหลักฐาน
ขั้นตอนที่ 4 การตีความหลักฐาน
การตีความหลักฐาน หมายถึง การพิจารณาข้อมูลในหลักฐานว่าผู้สร้างหลักฐานมีเจตนาที่แท้จริงอย่างไร โดยดูจากลีลาการเขียนของผู้บันทึกและรูปร่างลักษณะโดยทั่วไปของประดิษฐกรรมต่างๆเพื่อให้ได้ความหมายที่แท้จริงซึ่ง
อาจแอบแฟงโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม
ในการตีความหลักฐาน นักประวัติศาสตร์จึงต้องพยายามจับความหมายจากสำนวนโวหาร ทัศนคติ ความเชื่อ ฯลฯ ของผู้เขียนและสังคมในยุคสมัยนั้นประกอบด้วย เพื่อทีจะได้ทราบว่าถ้อยความนั้นนอกจากจะหมายความตามตัวอักษรแล้ว ยังมีความหมายที่แท้จริงอะไรแฝงอยู่



ขั้นตอนที่ 5 การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูล
ขั้นตอนที่ 5 การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูล จัดเป็นขั้นตอนสุดท้ายของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้ศึกษาค้นคว้าจะต้องเรียบเรียงเรื่อง หรือนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่เป็นการตอบหรืออธิบายความอยากรู้ ข้อสงสัยตลอดจนความรู้ใหม่ ความคิดใหม่ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้านั้น
ในขั้นตอนนี้ ผู้ศึกษาจะต้องนำข้อมูลที่ผ่านการตีความมาวิเคราะห์ หรือแยกแยะเพื่อจัดแยกประเภทของเรื่อง โดยเรื่องเดียวกันควรจัดไว้ด้วยกัน รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กัน เรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน จากนั้นจึงนำเรื่องทั้งหมดมาสังเคราะห์หรือรวมเข้าด้วยกัน คือ เป็นการจำลองภาพบุคคลหรือเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์และความต่อเนื่อง โดยอธิบายถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผล ทั้งนี้ผู้ศึกษาอาจนำเสนอเป็นเหตุการณ์พื้นฐาน หรือเป็นเหตุการณ์เชิงวิเคราะห์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการศึกษา